Bye Singapore

จบ hackathon ของบริษัทแล้ว ได้ที่สองแหละ (จากทั้งหมดสี่ทีมใน APAC 555) เป็นความโชคดีที่มีคู่แข่งน้อยเพราะว่า 1) คนทำงานในแถบนี้เป็น non-tech เกือบหมดเลย ที่ปารีสที่เป็น R&D นี่มาเป็นหลายสิบทีม ทำกันทั้ง crypto, ICO, ML, crypto+ML (อะไรของมันนน) และ 2) ทีมที่ปารีสอาจจะรู้ว่าเค้าแจก hoodie เลยสมัครกันแล้วส่งโปรเจ็คเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้ ส่วนทีมแถบเอเชียเราเพิ่งรู้ว่ามีแจก hoodie ก็ตอนกำลังประกาศผลคนชนะ -_-” คนที่ออฟฟิศบอกว่าถ้ารู้ว่าได้ hoodie งี้ก็สมัครไปแข่งบ้างละ อ่าวไหงเป็นงั้น

ส่วนรางวัลเป็นรางวัลอะไรก็ได้ในราคาคนละ USD 200 ซึ่งดีกว่าปีที่แล้วมาก ปีที่แล้วได้กล่องแปลงมือถือเป็น VR ซึ่งเราทำหายในห้องน้ำ T_T รางวัลมันต้องเหมือนกันหมด คนในทีมตัดสินใจว่างั้นเอาเป็น Amazon giftcard คนละใบละกัน เออดี
อ่านต่อ

Hello 2018

ทำเลสิคมา (แบบ femto) ห้าวันได้แล้ว ยังมองเห็นไม่ค่อยชัดเลย (ยังไม่สามารถมองตัวหนังสือในจอแมคบุ๊คได้อย่างสบายตา) หมอกับพยาบาลก็ยัง มีแต่คนเตือนให้อย่าไปออกกำลังกาย อย่าออกไปแรดนอกบ้านเลย แต่เราว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดคือการนอนอยู่บ้าน เล่นคอม ดูทีวี หรือพยายามอ่านหนังสือ นี่ดูทีวีได้ชั่วโมงกว่าๆ ตาก็ล้าไม่ไหวละ รู้สึกว่าออกไปเล่นพิลาทิส หรือโยคะเบาๆ ออกไปกินข้าวกับเพื่อน เล่นบอร์ดเกม เดินช้อปปิ้งรัวๆ ยัง healthy กับตาตัวเองมากกว่า

ช่วงปลายปีเหมือนเป็นช่วง rush ที่อยากจะทำในสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ 55 ปีที่แล้วก็อยากเจาะหู สุดท้ายไปเจาะช่วงปลายปีเหมือนกัน (ตัวชา หน้ามืด แทบจะเป็นลม) ปีนี้ก็ทำเลสิค จริงๆ ตั้งโกลว่าปีนี้อยากไปเรียนดำน้ำ แต่ไม่ทันละ คงต้องเป็นปีหน้าละ รอลุ้นกันนะว่าวีจะได้ทำมั๊ย

เดี๋ยวไว้มารีวิว process การทำเลสิคอีกที สรุปคร่าวๆ ตอนระหว่างทำก็ nerve-wrecking เป็นเรื่องของใจล้วนๆ แต่ขั้นตอนการทำไม่เจ็บหรืออะไรเลย ตอนอยู่บนเตียง อากาศเย็นมากเค้าห่มผ้าให้สองชั้นเลย จำได้ว่าเค้าให้ลูกบอลมาบีบคลายเครียด แต่เราเกร็งชาไปทั้งตัว แค่มือถือบอลไม่ให้หล่นนี่ก็ยากละ
อ่านต่อ

Retargeting/Remarketing คืออะไร? มาทำ Retargeting กับ Criteo ไหมคะ

บล็อกนี้เขียนเนื่องจากสองสาเหตุ สาเหตุแรกคือ วันนี้เค้าประกาศรางวัล “เด็กดีมีน้ำใจ” ประจำเดือน เอ้ย quarter ที่สาม ก็คือในแผนก mid-market ยี่สิบกว่าคนโหวตเลือกคนที่ตัวเองชอบมากสุด (ชื่อเป็นทางการคือ Q3 Peer Incentive Award) เนื่องจากเราไปเสือกงานของคนอื่นเยอะ เลยได้รางวัลป๊อปปูล่าร์โหวตนี้มา ดีใจมาก ไม่ใช่อะไร เพราะรางวัลคือเงิน 200 สิงคโปร์ดอลล่าร์เลยทีเดียว!!! แถมไม่ต้องติดรูปคู่กับเด็ก”ประพฤติดีมีวินัย” หน้าห้องเรียนเหมือนสมัยประถมอีกด้วย ดีมาก ด้วยความที่ซาบซึ้งเลยอยากตอบแทนพระคุณบริษัท

รางวัลนี้เราจะเอาไปซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านช่วงปีใหม่ คาดว่าอาจจะบินได้แค่สกู้ตหรือเจตสตาร์ น่าจะไม่พอสิงคโปร์แอร์ไลน์ช่วงปีใหม่ ฮรือ 😭

อ่านต่อ

Life at the Edge of 24

อยากเขียนบล็อกให้ได้บ่อยๆ เมื่อก่อนสมัยเด็กๆ นี่เขียนบล็อกทุกวันเลยนะจะบอก (ฝึกลง wordpress ตั้งแต่สมัยมันไม่ได้ชื่อว่า wordpress แล้วหัดพูดคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก) เดี๋ยวนี้เขียนไตรมาสละครั้ง

วันนี้เป็นสุดท้ายที่อายุ 24 ตัวเลข 25 ค่อนข้างช็อคเราเล็กน้อย ทำไมเวลาผ่านไปเร็วมาก เลยอยากบันทึกสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ (ทำไมทางการจัง)

ด้านร่างกาย

แฮ่ ใครที่รู้จักเราตั้งแต่สมัยมหาลัยลงไปก็คงไม่คิดว่าเราจะเข้าฟิตเนสได้ (ช็อคล่ะสิ) เราชอบเข้า bodypump เพราะว่า 1) เพลงเพราะ 2) ครูสอนหล่อ 3) เราได้เล่นตาม pace ของตัวเอง (ถ้ายังไม่พร้อมก็ยกเบาๆ ไปเรื่อยๆ ได้) เราเล่นมาตั้งแต่สควอทข้างละ 1-2 โล วันนี้ดีใจที่สามารถทำลายสถิติสควอทของตัวเอง แล้วยกได้ข้างละ 7 กิโล กรี๊ดดด ตัวนี้เลขสำคัญมาก เพราะเราได้อัพเกรดเป็นเพลทแผ่นใหญ่ 5 โลแล้วค่าาา ก่อนหน้านี้เล่นเพลทแผ่นเล็กมาตลอด จำได้ว่าตอนแรกไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะเล่นเพลทแผ่นใหญ่ในคลาส bodypump ได้ แต่ด้วยความุมานะและความคิ้วของครู ทำให้เรามาถึงจุดนี้ข่าาาา ตอนยกก็ปวดหลังนิดๆ เพราะยังไม่ชิน กลับถึงบ้านก็ปวดตูดนิดๆ

ที่ดีใจกว่าคือขาเล็กลงแม้ว่าจะกินเท่าเดิม!! ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะขาเล็กลงได้ พ่อแม่ชอบแซวว่าขาโต๊ะสนุ๊กตลอด ทุกวันนี้ยังกินเฟรนช์ฟราย x1, เลย์ x2, เบอร์เกอร์ x1 เกือบทุกสัปดาห์ แต่ก็พยายามกินเฮ้ลตี้มากขึ้นด้วย warm salad กล่องใหญ่โตมโหฬารที่มีขายเพียบในย่าน CBD (วันนี้พี่ที่ทำงานแซวว่าตัวเล็กแค่นี้ ทำไมกินเยอะจัง อ๊าย หนูหิวค่ะ >//< ) และตอนเย็นก็กินอาหารเบาๆ แคลน้อยๆ กินยำวุ้นเส้น สุกี้น้ำ ไข่ตุ๋นสองฟองเอาไข่แดงออกหนึ่ง วนๆ แต่บางวันก็ตบะแตกกินมาม่าเกาหลีซองใหญ่ใส่ชีส การเล่นเวทนี่เป็นความมหัศจรรย์จริงๆ ลากตัวไปคลาสให้ได้ทุกสัปดาห์ เล่นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เห็นผลเอง ถ้ากินบ้าบอแบบเรา ก็ประมาณหกเดือน 555 อ่านต่อ

Singapore So Far

มาอยู่สิงคโปร์เดือนนึงแล้วอ่ะ รอบนี้เป็นการมาใช้ชีวิตต่างประเทศที่แปลกๆ เพราะเป็นการอยู่เมืองนอกแบบไม่มี deadline ไม่มีตั๋วกลับ ไม่มีวันกลับ อยู่ไปเรื่อยๆ

so far (แปลว่าเท่าที่ผ่านมา) ก็โอเคนะ ความเหงามันก็เป็นสิ่งที่คิดไว้แล้วว่าต้องเจอ การที่ไม่มีเพื่อนในช่วงแรกๆ การที่ต้องปรับตัวกับงานใหม่ การที่ต้องสั่งอาหารด้วยภาษาที่เราไม่คุ้นเคย ฯลฯ ก่อนที่จะไปเราก็เริ่มมองโลกด้วยความจริง(ในแง่ร้ายหน่อย)ว่ามันต้องยากและน่าเบื่อ(กับการต้องปรับตัว ออกจาก comfort zone ให้เข้ากับวัฒนธรรมของประเทศเค้า)

แต่พอไปถึงแล้วเราค้นพบว่า สิงคโปร์ทำได้ดีมากๆ เดินทางสะดวกแต่ไม่มีความโหดร้ายแบบตัวเมืองซานฟราน คนดูใช้ชีวิตไม่เครียดและไม่รีบเท่าโตเกียว ค่าครองชีพถูกพอสมควร อะไรที่แพง ก็แพงเหมือนหรือเท่าที่กรุงเทพ (พวกร้าน chain ต่างๆ ตั้งแต่ร้านอาหารจนถึงร้านขายของ) ความแย่อย่างเดียวคือไม่มีไอติมมะม่วงกับบิงซูข้าวเหนียวมะม่วง และไม่มีทะเลสวยๆ ให้เที่ยวตอนวันหยุด คนที่นี่พอถึงวันหยุดก็ไปเที่ยวกรุงเทพ หรือเที่ยวประเทศอื่นๆ จนเป็นเรื่องปกติ

นึกว่ามีม๊อบ จริงๆ คือเค้าปิดซอยจัดงาน st. patrick’s day มี expat ออกมาดริ้งเต็มเลย

งานใหม่เราต่างจากงานที่เคยทำมาทั้งหมดพอสมควร เราออกจาก Agoda ด้วยความรู้สึกที่ว่าถ้าเราไม่ออกตอนนี้ เราอาจจะไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ(ทำ​ real frontend) หรือเราอาจจะติดกับ comfort zone ของการทำบริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้จะบอกว่า Agoda งานชิวหรือง่ายนะ งานยาก มี challenge ใหม่ๆ มาตลอด และทีม ณ ตอนที่เราลาออกมันก็ดีมากๆ เลย และตั้งแต่เราเริ่มหางานใหม่ เราก็ยังไม่เจองานที่ “ให้” เราได้เท่ากับที่ Agoda เลย นี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเลยนะ แต่พูดถึงเรื่องของคนเก่งๆ ในบริษัทที่เราจะได้เรียนรู้สกิลเค้า พูดถึง know-how ของบริษัทที่เราจะได้เรียนรู้และเติบโต

จนกระทั่งมีรีครูทเตอร์ของ Criteo ทักมาว่าสนใจตำแหน่ง Technical Solutions Engineer มั๊ย พอตอนอ่านเราก็เฉยๆ เพราะจริงๆ ในใจอยากทำฟร้อนเอนมากกว่า แต่พอได้ศึกษาตัวบริษัท ได้ลองทำโจทย์และสัมภาษณ์ดู (ข้อสอบไม่ได้ยากมาก เป็นสกิล debugging, html, javascript มากกว่า ส่วนตอนสัมภาษณ์ก็มีบางข้อที่ tricky หน่อยๆ แล้วก็ต้องเข้าใจว่าตัวบริษัททำอะไร โชคดีที่ตอนอยู่ Agoda เราอยู่ในทีมที่ทำพวกมาร์เก็ตติ้งเลยพอรู้และเคยได้ยินบ้างว่าเค้าทำอะไร) ก็รู้สึกว่าเออนี่คือเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เราอยากลองดู เป็นบริษัทที่เราอยากไปทำด้วย

Welcome package ทำเป็นรูปกระเป๋าเดินทาง กะให้เราไปเที่ยวๆบ่อยๆ 555

พอทำงานจริง ตัวงานยากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย เพราะการเป็น solutions engineer จะต้องคุยกับลูกค้าเยอะมาก ต่างกับงานก่อนๆ ที่เป็นแนว R&D อยู่ในถ้ำพิมพ์โค๊ดไปเรื่อยๆ แล้วที่ผ่านมาภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้คล่องมาก ตอนอยู่ Agoda ก็คุยภาษาอังกฤษแค่กับ P.O. (product owner) ส่วนตอนอยู่อเมริกาก็อยู่ทีมคนไทย ส่วนตอนอยู่ญี่ปุ่นก็คุยภาษาอังกฤษเป็นคำๆ กับคำญี่ปุ่น (ถ้าคุยเป็นประโยคจะไม่ค่อยรู้เรื่องกันทั้งสองฝ่าย) ที่ผ่านมาก็คุยภาษาอังกฤษโดยที่ไม่ต้องซีเรียสว่าเราจะใช้คำหรือพูดผิดมากแค่ไหน แต่พอถึงเวลาที่ต้องคุยกับลูกค้า มันเป็นหน้าเป็นตาของบริษัทอ่ะ ส่วนใหญ่ก็คุยผ่านอีเมล แต่มีหลายครั้งก็ต้องคุยโทรศัพท์กับลูกค้าออสเตรเลีย ช่วยเค้าแก้ปัญหาให้ได้ แล้วช่วงเดือนแรกๆ (ตอนนี้ก็ยังเป็น) เรายังใหม่มาก เราต้องทำตัวว่าเรามีความรู้ มีความสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาให้เค้าได้ โดยที่จริงๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะช่วยได้มั๊ย แถมต้องพยายามทำงานให้ efficient ถ้านั่งพิมพ์อีเมล์เป็นชั่วโมงก็ไม่ได้งานพอดีอีก กรี๊ด เครียดมาก แถมเหนื่อยที่ต้องพูดภาษาอังกฤษทั้งวัน 8 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์อีกด้วย

แล้วในแผนกของ technical solutions ที่นี่เนี่ยเค้าจะมีให้ใช้เวลา 10-20% (เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าตกลงเท่าไหร่กันแน่) ทำงานโค๊ดดิ้ง ซึ่งจะเป็นการทำทูลเพื่อพัฒนา process ที่มีอยู่ หรือทำอะไรก็ตามที่เพิ่ม productivity, efficiency และลดงานที่เป็น manual work ออก อันนี้เรารู้สึกว่าเราค่อนข้างสนุก ตอนนี้หัวหน้าทีมจะเป็นคนกำหนดโปรเจ็คมาใหม่ แล้วให้เราช่วยเดฟตามฟีเจอร์ที่เค้าลิสต์ไว้ และเค้าก็สนับสนุนให้เราเสนอไอเดียใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนา process ได้ แม้แค่นิดเดียวก็ยังดี

Criteo office at Singapore

ส่วนพวก tools ต่างๆ นี่ก็คล้ายที่อโกด้ามาก (grafana, hadoop, scala, c#, windows) ทุกอย่างในบริษัทค่อนข้างโปร่งใส ไม่มีความลับ ส่วนตัวเรารู้สึกว่าให้อารมณ์ความเป็น startup มากกว่าที่อโกด้าอีก แต่ออฟฟิศที่สิงคโปร์มันเป็น operation center เลยฟังธงจริงๆ ไม่ได้ (สำนักงานใหญ่อยู่ที่ปารีส เดฟส่วนใหญ่เป็นคนยุโรป/ฝรั่งเศส)

กลับมาพูดถึงประเทศสิงคโปร์​ สิ่งที่เราได้จากการอยู่มาเดือนนึง อาจจะไม่เหมือนกับคนที่อยู่มาเป็นปีๆ นะ 55

  • คนสิงคโปร์น่ารักมาก มีความคิ้ว ยังอธิบายไม่ถูกอ่ะ แต่เราประทับใจ
  • ถ้าจะอยู่ให้ได้แบบ seamless เราต้องเข้าใจภาษาจีนให้ได้บ้าง รู้สึกเสียดายที่เรียนจีนตอนประถมตั้งหลายปี แต่ตอนนี้ฟังออกแต่คำว่า jin tian กับตัวเลข 555
  • พวกตั้งบูธสมัครบัตรเครดิต หรือให้เราบริจาคให้กับมูลนิธิโคตรตื๊อกว่าเมืองไทยยี่สิบเท่า
  • รถไฟช่วง rush hour มาทุก 2 นาที (เราขึ้นสายสีม่วง) ไม่แน่นเท่าประเทศกรุงเทพ
  • virgin active ที่นี่แพงกว่ากรุงเทพประมาณ​ 1.5 เท่า แต่ไม่มีสระว่ายน้ำ จากุชชี่ กับหน้าผาปีนเขา แล้วก็คลาสเล่นโหด+จริงจังกว่ากรุงเทพ (กรุงเทพจะออกแนวบันเทิงนิดๆ คือไปฟิตเนสหลังเลิกงานแล้วรู้สึกผ่อนคลายอ่ะ 55)
  • อากาศบางทีก็แย่กว่าเมืองไทย (ช่วงฝนตกจะอบอ้าวมาก) แต่บางทีก็ดีกว่า (มีลม)
  • เราอยู่คอนโดชั้น 3 ไม่มียุงและแมลงเลย สุดยอดเลย เหมือนที่คอนโดเค้ามีฉีดฆ่า/ไล่แมลงเป็นระยะๆ
คอนโดที่เราอยู่ เป็นคอนโดใหม่เพิ่งเสร็จ สระว่ายน้ำดีงาม เราแชร์กับ flatmate คนอื่นเดือนละ $1050
  • คอนโดที่สิงคโปร์ส่วนใหญ่จะเป็นห้องใหญ่ๆ มีห้องนั่งเล่น โซฟา,ทีวี กับโต๊ะกินข้าวอย่างน้อย 4 ที่นั่ง มีห้องครัวแยกที่มีเตาแก๊ส เตาอบ เคาเตอร์สองฝั่ง (ไม่เหมือนเมืองไทยที่ห้องครัวในคอนโดจะเป็นเคาเตอร์ฝั่งเดียว) แล้วก็มีห้องนอนใหญ่ที่มีห้องน้ำในตัว แล้วก็ห้องนอนเล็กอีก 1-3 ห้องแล้วแต่ขนาด
  • คอนโดที่โน่นเค้ามีคอนเสปของ dual-key ด้วย คือเป็นยูนิตใหญ่ที่สามารถซอยเป็น 2 ยูนิตย่อยได้ อีกห้องจะเป็นสตูขนาดเล็กที่มีครัว+ห้องน้ำได้ ทำให้เจ้าของห้องสามารถปล่อยเช่าห้องสตูให้คนอื่นได้โดยที่ไม่ (บางทีเค้าบอกว่าก็เอาห้องเล็กให้ลูกๆ อยู่เวลาเค้าโตแล้ว อันนี้ไม่รู้จริงเปล่า 55)
ห้องแบบ dual-key (ก๊อบรูปแบบหน้าด้านๆ มาจาก tanglily.com)
  • ใครบอกน้ำประปากินได้ ไม่เห็นมีใครจะกินเลย -_- เรากินเพียวๆ เยอะๆ แล้วแสบคอ คิดว่ามาจากคลอรีน อันนี้เป็นเหมือนกันทุกๆ ประเทศแหละ

จริงๆ มีเรื่องจะเขียนอีกเยอะแยะ ยังไม่เคยเล่าชีวิตการทำงานที่อโกด้าเลย แต่พอดีส่วนใหญ่ชอบขี้เกียจ ไปนอนพักผ่อนดูซีรี่ส์ (ดู iron first กะ 13 reasons why จบคอเลคชั่นแล้วอ่ะ (ยังมีหน้าจะมาอวด น่าภูมิใจมั๊ยเนี่ย))​ ขอโทษด้วยนะคะ T_T

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 3

มาพร้อมลุคใหม่ เนื่องจากมีคนแอบบอกว่า responsive มันดูไม่ได้ในแอพเฟซบุคไอโฟน ก็เลยทำใหม่ซะเลยนี่แน่ะ อันเดิมมันก็เก่าๆ แล้วด้วย

จากที่เล่าไปก่อนหน้าตอน 1 และตอน 2 ตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้าย

บริษัทที่ 4

หลังจากสัมภาษณ์ตอนเช้ากับบริษัทที่ 3 ตอนบ่ายก็ไปต่อกับบริษัทที่ 4 เลย (คิวแน่นมาก​) บริษัทนี้เป็นสตาร์ทอัพขนาดใหญ่ที่เจาะกลุ่มใน SEA พอไปถึงก็ตลกมาก ไปยืนรอกับพี่ๆ แมสเซนเจอร์/วินมอเตอร์ไซต์ (บริษัททำเกี่ยวกับ shipping/logistics) พี่เค้าก็ขยับๆ ที่ๆ มีอยู่น้อยนิดให้เราแทรกนั่งตรงกลาง ตลกดี 55 เราก็รอซักพักจน reception เห็นเราเลยเข้ามาเรียกเราเข้าไป (อ๋อ นี่ดูจากการแต่งตัวใช่มั๊ยว่าใครเป็นพี่วิน ใครเป็นเดฟ) ระหว่างรอๆ อยู่ ก็มีอีก candidate นึงมาสัมภาษณ์ใกล้กับเราด้วยแหละ น่าจะสมัครตำแหน่งเดียวกันด้วย ตลกมากเพราะเค้าก็เป็นผู้หญิง ลุคเรียบร้อยๆ มาเป็นเดฟคล้ายๆ กันเลย
อ่านต่อ

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 2

ต่อจาก part 1 (ใครอ่าน part 1 ช่วงเที่ยงคืนของวันโพสต์อาจจะต้องกลับไปอ่านช่วงกลางๆ กับท้ายๆ อีกรอบ พอดีมีแอบเพิ่มดราม่าเข้าไป 555)

บริษัทที่ 2

เป็นบริษัทสตาร์ทอัพ CEO เค้าทักมาใน LinkedIn ตอนที่เราไปเที่ยวอยู่ไต้หวัน เค้าก็บอกว่ามี position เปิดอยู่ ซึ่งจังหวะเค้ามาเป๊ะมากกับช่วงที่เรา desperate ที่จะหางาน เราก็เลยใจอ่อนแล้วลองรับฟังเค้าดู (CEO ทักมาเองเลยนะ โคตรโหด) โพรดักน่าสนใจมากๆ ทำ API/Service ขาย แบบอารมณ์ omise อ่ะ แบบคูลมาก เฮ้ยมันเจ๋งอ่ะะะ แต่เราบอกเค้าว่าเราสนใจตำแหน่ง front-end นะ ดูในเว็บแล้วคุณไม่ได้รับสมัครนี่ เค้าบอกว่า อ๋อ ไม่เป็นไร จริงๆ เราก็กำลังหา front-end อยู่พอดี (อ่าว สรุปว่าเพิ่งเปิดตำแหน่งให้ตอนนี้เลยหรอ) เราจะได้ทำโพรดักโน่นนี่ ซึ่งฟังดูแล้วก็เฉยๆ

หลังจากนั้นเค้าให้ CTO/Tech Lead ติดต่อมา ซึ่งพี่เค้าก็สุภาพน่ารักดี เค้าให้เกียรติเรามาก เรียกคุณวีๆ ตลอดเลย (ขำเนอะ) เค้าก็โทรมาเชิงสัมภาษณ์ด้วยแหละ ว่าเคยทำอะไรบ้าง แล้วเรามองหางานแบบไหนอยู่ เค้าก็บอกว่าเค้าก็กำลังหา front-end เหมือนกัน แล้วอธิบาย product บริษัท แล้วเค้าก็นัดเรามาเจอกันที่บริษัทแล้วลองคุยดู
อ่านต่อ

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 1

จริงๆ ดองบล็อกไว้เยอะมาก ในนี้มี draft อยู่หลายอันมาก (รวมถึงบล็อกรีวิวคอร์ส Angular.js ของพี่ดีน เดี๋ยวหนูจะรีบเขียนให้เสร็จนะคะ OTL) แอบเสียดายบางอันเหมือนกัน เพราะเขียนไว้เยอะ แต่พอเวลาผ่านไปเรากลับคิดว่ามันไม่ดี โตมาก็กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น เบื่อที่จะพูดเรื่องให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีกับเรา (หรือเรียกว่าฉลาดที่ไม่พูดดี) ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีเหมือนกัน..

แต่มีเรื่องนึงอยากมาแชร์มาก ในที่สุดวีก็เรียนจบตามหลักสูตรเด็กไทย (เตรียมอนุบาล อนุบาล ประถม มัธยม มหาลัย) เรียบร้อยแล้ว เย่! รู้สึกดีใจมากกว่าที่ควรจะเป็นนิดนึง เพราะว่าเราจบช้ากว่าเพื่อนๆ ด้วย แม้ว่าเราจะได้อะไรมาเยอะแยะจากการเรียนเทอมสุดท้าย(ของจริง) และจากการไม่เรียนเทอม(ที่ควรจะเป็น)สุดท้ายก็เหอะ ถ้าเรื่องนี้ขอยกยอดไปบล็อกอื่นละกันนะ

ทุกคนคงลุ้น (ป่ะ หรือเราคิดไปเองคนเดียว) ว่าวีจะ “เลือก” ทำงานที่ไหน (แหมพูดยังกะเลือกได้มากขนาดนั้น ป่านนี้หนูกลับไป silicon valley ละค่ะ) เจอคนพูดแบบนี้ด้วยเยอะๆ ก็แอบกดดันเหมือนกัน ว่าถ้าเราเลือกไม่ดี แล้วคนอ่ืนจะคิดว่าเรากากมั๊ย คิดมากเนอะ

เข้าเรื่องเลย ที่อยากเล่าวันนี้คืออยากเล่าประสบการณ์สัมภาษณ์งาน รู้สึกว่าคนไทยเราไม่ค่อยแชร์กันในวงกว้าง (ไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไรใดๆ ก็ตาม) ไม่เหมือนใน glassdoor ที่จะมีคนมาเล่ามาแชร์เยอะแยะ ชอบมากเลย อยากทำแบบนี้ในไทยบ้าง วีมีสมัครไป 3 บริษัท (แต่หนึ่งในนั้นไม่ยอมเรียกมาสัมภาษณ์ด้วยแหละ),​ มี CEO ทักมาหาใน LinkedIn แบบบังเอิญ 1 บริษัท, ผ่านบริษัทรีครูทต่างชาติที่ทักมาใน LinkedIn 1 บริษัท และจาก HR ที่ทักมาใน LinkedIn อีก 1 บริษัท โดยที่ทุกบริษัทนี้ได้คิดไว้แล้วว่ามีแนวโน้มที่เราอยากไปทำด้วย (คือไม่ได้กะไปสัมภาษณ์แล้วไม่เอา) ขอเล่าตามเวลาสัมภาษณ์ บล็อกนี้จะยาวหน่อยน้า
อ่านต่อ

In Cupertino

(คือ Cupertino ไม่ค่อยมีรูปสวยๆ ขอใส่รูปที่ San Francisco แทนละกันเน้อ)

มาอยู่นี่ได้เดือนนึงแล้ว เป็นครั้งแรกที่มาใช้ชีวิตต่างประเทศคนเดียว เป็นครั้งแรกที่มาอเมริกา แบบเขินมาก ภาษายังไม่เก่งเท่าไหร่เลย ปกติถนัดเขียนมากกว่า

เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วยังบ่นกับนัทอยู่เลยว่าเนี่ย วีอยากไปอเมริกาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้าแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเข้ามาซักที ทั้งๆ ที่เราก็สมัครไปเยอะแยะ (ส่วนใหญ่มักจะติดตรงเรื่องค่าใช้จ่าย 55) สุดท้ายอยู่ดีๆ โอกาสมันก็เข้ามา แล้วเราก็ได้ด้วย น้ำตาจะไหล

ที่อยากไปก็เพราะว่าตอนเด็กๆ ดูซีรี่ส์ฝรั่งเยอะ แล้วชอบภาษาอังกฤษมาก ชอบจนมีช่วงนึงอยากเรียนอักษรศาสตร์ อยากเก่งภาษาอังกฤษ จนโตขึ้นเลยรู้ว่าเห้ยมันมีมากกว่านั้นอะ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนครีเอทีฟ หรือขยัน หรือโหดพอที่จะเรียนอักษรได้

ที่อยากไปตอนโตๆ เพราะว่ามันเป็นบ้านเกิดของเทคโนโลยี หลายๆ สิ่งมันเริ่มต้นจากที่นี่ จากมุมภายนอกมันดูแมจิคมากๆ ว่าทำไมหลายสิ่งมากมายมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นจากที่เล็กๆ ที่นี่
อ่านต่อ