Guideline to Graduation (Ceremony)

กลับมาเขียนบล็อกแล้ว พอดีได้มานั่งไล่ดูรูปรับปริญญา แล้วก็ย้อนนึกไปว่าตอนนั้นอยากได้พวก guideline มาก เพราะมีคำถาม้ต็มไปหมด ตอนนั้นก็อาศัยถามเพื่อนๆ เอา (เพื่อรับไปก่อนแล้ว) เกรงใจนิดนึงเหมือนกัน เราเลยว่าน่าจะมีคนเขียน tips ออกมา อันนี้ apply ได้เฉพาะของของจุฬาฯ ที่เดียวนะ

Step 0 แจ้งจบการศึกษา

เป็นสเตปศูนย์เลย เพราะมันเกิดเร็วมาก ในช่วงเทอมสุดท้ายที่เรียน มันจะมีช่วงที่เราต้องไปแจ้งจบการศึกษา (จำไม่ค่อยได้เหมือนกัน นานมากแล้ว) อันนี้ขอให้ตามข่าวตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมสุดท้ายเลย แล้วมาร์คลงปฏิทินในมือถือเลยว่าต้องไปแจ้งก่อนวันไหน เพราะถ้าแจ้งไม่ทันเสียค่าปรับหนึ่งพันบาท!! โดนมาแล้ว เพราะเราดรอปไปหนึ่งเทอม เลยทำให้เลื่อนมาจบในเทอมแรก แล้วเทอมแรกไม่ค่อยมีคนขอจบกัน เลยไม่รู้ข่าว บายยยย อ่านต่อ

Wii Pong

Wii Pong

เนื่องจากนัท challenge ให้เราเขียนบล็อกเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัด วันนี้ก็ตามใจซักเรื่องละกัน แม้ว่าซีเนียร์โปรเจ็คจะจี้ตูดอยู่ก็ตาม อ๊ากกก

วัตถุประสงค์ของการเขียนบล็อกคอเลคชั่นนี้คืออยากแบ่งปันเรื่องราวให้กับคนอื่น อยากจุดประกาย และอยากเก็บเป็นความทรงจำที่อีกสิบปีมาอ่านแล้วก็ด่าตัวเองว่าเขียนอะไรไปวะเนี่ย 55 โดยที่เรามีจุดยืนคือจะโพสต์ทุกอย่างในบล็อกของตัวเอง จะไม่มี facebook, medium, tumblr ใดๆ ทั้งสิ้น เราเขียนบล็อก host เองมาตั้งแต่ ป.5 แล้วย่ะะะ @Nut Pattanavijit

คืนนี้อยากเล่าโปรเจ็ควิชา Prog Meth (Programming Methodology) ที่เรียนตอนปี 2 เป็นหนึ่งในไฟนอลโปรเจ็คที่หวนไปคิดทีไรก็คิดว่ามัน extreme ดีทุกครั้ง ขอเกริ่นก่อนว่าวิชานี้หลักๆ เรียนหลักการเขียนโปรแกรมที่ถูกที่ควร เป็นวิชาที่ดีงามมาก (เกลียดคำนี้มาก — ดีงาม) เป็นวิชาที่ practical ได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตจริงๆ นะ เด็กๆ ควรจะตั้งใจเรียนวิชานี้ และจดจำนำมาประยุกต์ในการดีไซน์โปรแกรมในปีขั้นสูงต่อๆ ไป
อ่านต่อ

2100303 Creative Design For Community

เดี๋ยวนี้เขียนบล็อกดีเลย์มากกก แบบเหมือนอยากให้ความคิดตกผลึกก่อนแล้วค่อยเขียน

วันนี้จะมารีวิววิชา 2100303 Creative Design For Community ซึ่งเรียนมันตั้งแต่เทอมหนึ่งปีที่แล้ว มีน้องๆ รีวิวบนเฟซไว้บ้างเหมือนกัน (ถ้าจะรื้อก็ยากหน่อยแฮะ) ตอนแรกก็กะจะรีวิวบนเฟซแหละ แต่พอคิดว่าเดี๋ยวมันก็ตกไป ก็เลยมาเขียนบนบล็อกดีกว่า

วิชา Creative Design For Community แปลไทยคือ วิชาการออกแบบอย่างสร้างสรรค์เพื่อชุมชน เอาจริงชื่อวิชาดูไม่สนุกเลย แต่พอไปเรียนจริงๆ กลับติดท็อปวิชาที่สนุกที่สุดในการเรียน 3 ปีครึ่งที่ผ่านมาเลยอ่ะ (แล้วแต่คนด้วย อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณ)

ชื่อวิชาบอกว่าเป็นการออกแบบ แต่สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าคณะต้องการทำอะไร นี่มันวิชาสายศิลป์ชัดๆ มาอยู่ในคณะวิศวะได้ยังไง พอได้เรียนเนื้อหาจริงๆ จึงเข้าใจว่า เฮ้ย มันก็เหมาะกับการมาอยู่กับคณะวิศวะจริงๆ ด้วยอะ
อ่านต่อ

Internship in Japan (JAIST) – Pre-arrival

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ก็ค่อนข้างนานมาแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้เขียน =w=) ได้ไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นมา ตอนที่ไปญี่ปุ่นเนี่ยก็ไปฝึกอยู่สองที่จากสองโครงการ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเล่าโครงการแรกก่อน

อันนี้เป็นโครงการฝึกงานที่โคกับทางภาควิชาที่จุฬาฯ โดยปกติมหาวิทยาลัย (เรียกว่า Graduate School เพราะเป็นมหาลัยที่เปิดสอนเฉพาะป.โท ถึงป.เอก โดยเน้นการวิจัย) Japan Advanced Instituate of Science and Technology (JAIST) จะเปิดรับนิสิตจากจุฬาไปฝึกงานที่มหาลัยทุกปี ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ จะต้องออกเอง แต่ปีที่เราสมัครไปเนี่ยเค้ามีทุนให้ด้วย ซึ่งตอนแรกบอกว่ามีอยู่ 2-3 ทุนไม่เกินนี้

ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่สมัคร อยากไปฝึกงานที่ Reuters, Accenture อะไรงี้มากกว่า แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ ก็อยากเพิ่มโอกาสให้ตัวเองในการเรียนต่อโท เพราะว่าตัวเองมีแต่ประวัติการฝึกงานกับบริษัทเล็กๆ อยากลองทำวิจัยว่าชอบมั๊ย แล้วเป็นโอกาสที่ได้ไปต่างประเทศด้วย ก็เลยสมัครไปในวันสุดท้ายแบบไม่ได้คาดหวังอะไร (ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เสียใจ)

อ่านต่อ

เรียนต่อ Top U ที่ต่างประเทศ (Stanford University)

วันนี้ไปฟังงานเรียนต่อมา จัดโดยธนาคารกรุงเทพ คนมาเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนมัธยมนานาชาติ มากับผู้ปกครอง เห็นเด็กๆ ถาม ตอบคำถาม แล้วก็รู้สึกว่ามันต่างกับเด็กเรียนภาคไทยจริงๆ -_- (แถมภาษาอังกฤษคล่องมากยังกะเป็น native คือไม่ใช่แค่สำเนียงดีนะ แต่คือ native เลยอะ 555)

ขอสรุปเป็นข้อๆ ส่วนใหญ่งานนี้จะเป็นการแนะนำการเรียนต่อระดับ Bachelor Degree มากกว่า แต่เราคิดว่าหลายๆ อย่างก็เอามาใช้กับการสมัคร Master Degree ได้

– การเรียนในอังกฤษจะเน้นเป็น Acamedic มากกว่า การเรียนในอเมริกาโดยเฉพาะ Stanford จะเน้นเป็น T-shaped คือให้รู้ลึกในเรื่องที่เรา Major และก็มีเรื่องอื่นๆ นอก major ที่เราสนใจเรียนอีก 2-3 เรื่อง

– มหาลัยอยากให้เด็กที่มาเรียนเป็นคนรอบรู้ (well-rounded) คือไม่เพียงแค่รู้ในเรื่องวิชาการ แต่ก็มีความสนใจในเรื่องอื่นๆ ด้วย และมี soft skill ซึ่งเค้าจะมองจากกิจกรรมที่เราทำตอนเวลาเรียน และจาก Essay, Interview ที่จะแสดงถึงตัวตนของเรา ควรจะมีอะไรซัก 2-3 อย่างที่ทำให้เราโดดเด่นออกมาจากผู้สมัครคนอื่น

– การทำกิจกรรมไม่ควรจะทำเยอะเกินไป เพราะมันจะดูไม่สำคัญ ควรจะเน้นทำกิจกรรมที่เรามี passion และมัน matters กับเรา สุดท้ายแล้ว passion ที่เรามีต่อกิจกรรมมันจะทำให้เราได้บทบาทที่สำคัญขึ้น เช่นการเป็น leadership ซึ่งเป็นสกิลที่สำคัญ

– 77% ของนักเรียน Stanford จบการศึกษาแบบ debt-free (ไม่รู้ว่ารวยอยู่แล้ว หรือว่าหาทุนได้ง่ายนะ 55)

– พี่ Natty บอกว่าได้รับจดหมายตอบกลับมาจาก Stanford มหาลัยบอกว่าพี่เค้าไม่ได้มีผลการเรียนและคะแนนสอบที่โดดเด่น แต่มหาลัยชอบในสตอรี่ของเธอ และ interview ของเธอที่มีทั้ง emotional และ intellectual คีย์ของการเขียน Essay + Interview คือ เน้นไปที่ passion ของเรา, เขียนถึงประสบการณ์ที่มี intellectual engagement, พูดถึงประสบการณ์, aspiration, motivation ของเรา

– ทิปของการเตรียมพร้อม interview คือ อ่านแนวคำตอบจาก interview book, โยงไปถึงโปรเจ็คหรือประสบการณ์ที่เราเคยมี, โยงไปถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน

– ตัวอย่างของ Extra Curricular Activities ที่ speakers ทำตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย
Computer Science: เข้า Math Team (เข้าแข่งขันระดับชาติ, สอนหนังสือ, จัดกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน), เข้า Sport Team (เป็นโค้ช), มี Publication (สำหรับ Medical), เข้าร่วม Asian Service Community, หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดในมหาวิทยาลัย