Bye Singapore

จบ hackathon ของบริษัทแล้ว ได้ที่สองแหละ (จากทั้งหมดสี่ทีมใน APAC 555) เป็นความโชคดีที่มีคู่แข่งน้อยเพราะว่า 1) คนทำงานในแถบนี้เป็น non-tech เกือบหมดเลย ที่ปารีสที่เป็น R&D นี่มาเป็นหลายสิบทีม ทำกันทั้ง crypto, ICO, ML, crypto+ML (อะไรของมันนน) และ 2) ทีมที่ปารีสอาจจะรู้ว่าเค้าแจก hoodie เลยสมัครกันแล้วส่งโปรเจ็คเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้ ส่วนทีมแถบเอเชียเราเพิ่งรู้ว่ามีแจก hoodie ก็ตอนกำลังประกาศผลคนชนะ -_-” คนที่ออฟฟิศบอกว่าถ้ารู้ว่าได้ hoodie งี้ก็สมัครไปแข่งบ้างละ อ่าวไหงเป็นงั้น

ส่วนรางวัลเป็นรางวัลอะไรก็ได้ในราคาคนละ USD 200 ซึ่งดีกว่าปีที่แล้วมาก ปีที่แล้วได้กล่องแปลงมือถือเป็น VR ซึ่งเราทำหายในห้องน้ำ T_T รางวัลมันต้องเหมือนกันหมด คนในทีมตัดสินใจว่างั้นเอาเป็น Amazon giftcard คนละใบละกัน เออดี
อ่านต่อ

Hello 2018

ทำเลสิคมา (แบบ femto) ห้าวันได้แล้ว ยังมองเห็นไม่ค่อยชัดเลย (ยังไม่สามารถมองตัวหนังสือในจอแมคบุ๊คได้อย่างสบายตา) หมอกับพยาบาลก็ยัง มีแต่คนเตือนให้อย่าไปออกกำลังกาย อย่าออกไปแรดนอกบ้านเลย แต่เราว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดคือการนอนอยู่บ้าน เล่นคอม ดูทีวี หรือพยายามอ่านหนังสือ นี่ดูทีวีได้ชั่วโมงกว่าๆ ตาก็ล้าไม่ไหวละ รู้สึกว่าออกไปเล่นพิลาทิส หรือโยคะเบาๆ ออกไปกินข้าวกับเพื่อน เล่นบอร์ดเกม เดินช้อปปิ้งรัวๆ ยัง healthy กับตาตัวเองมากกว่า

ช่วงปลายปีเหมือนเป็นช่วง rush ที่อยากจะทำในสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ 55 ปีที่แล้วก็อยากเจาะหู สุดท้ายไปเจาะช่วงปลายปีเหมือนกัน (ตัวชา หน้ามืด แทบจะเป็นลม) ปีนี้ก็ทำเลสิค จริงๆ ตั้งโกลว่าปีนี้อยากไปเรียนดำน้ำ แต่ไม่ทันละ คงต้องเป็นปีหน้าละ รอลุ้นกันนะว่าวีจะได้ทำมั๊ย

เดี๋ยวไว้มารีวิว process การทำเลสิคอีกที สรุปคร่าวๆ ตอนระหว่างทำก็ nerve-wrecking เป็นเรื่องของใจล้วนๆ แต่ขั้นตอนการทำไม่เจ็บหรืออะไรเลย ตอนอยู่บนเตียง อากาศเย็นมากเค้าห่มผ้าให้สองชั้นเลย จำได้ว่าเค้าให้ลูกบอลมาบีบคลายเครียด แต่เราเกร็งชาไปทั้งตัว แค่มือถือบอลไม่ให้หล่นนี่ก็ยากละ
อ่านต่อ

Life at the Edge of 24

อยากเขียนบล็อกให้ได้บ่อยๆ เมื่อก่อนสมัยเด็กๆ นี่เขียนบล็อกทุกวันเลยนะจะบอก (ฝึกลง wordpress ตั้งแต่สมัยมันไม่ได้ชื่อว่า wordpress แล้วหัดพูดคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก) เดี๋ยวนี้เขียนไตรมาสละครั้ง

วันนี้เป็นสุดท้ายที่อายุ 24 ตัวเลข 25 ค่อนข้างช็อคเราเล็กน้อย ทำไมเวลาผ่านไปเร็วมาก เลยอยากบันทึกสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ (ทำไมทางการจัง)

ด้านร่างกาย

แฮ่ ใครที่รู้จักเราตั้งแต่สมัยมหาลัยลงไปก็คงไม่คิดว่าเราจะเข้าฟิตเนสได้ (ช็อคล่ะสิ) เราชอบเข้า bodypump เพราะว่า 1) เพลงเพราะ 2) ครูสอนหล่อ 3) เราได้เล่นตาม pace ของตัวเอง (ถ้ายังไม่พร้อมก็ยกเบาๆ ไปเรื่อยๆ ได้) เราเล่นมาตั้งแต่สควอทข้างละ 1-2 โล วันนี้ดีใจที่สามารถทำลายสถิติสควอทของตัวเอง แล้วยกได้ข้างละ 7 กิโล กรี๊ดดด ตัวนี้เลขสำคัญมาก เพราะเราได้อัพเกรดเป็นเพลทแผ่นใหญ่ 5 โลแล้วค่าาา ก่อนหน้านี้เล่นเพลทแผ่นเล็กมาตลอด จำได้ว่าตอนแรกไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะเล่นเพลทแผ่นใหญ่ในคลาส bodypump ได้ แต่ด้วยความุมานะและความคิ้วของครู ทำให้เรามาถึงจุดนี้ข่าาาา ตอนยกก็ปวดหลังนิดๆ เพราะยังไม่ชิน กลับถึงบ้านก็ปวดตูดนิดๆ

ที่ดีใจกว่าคือขาเล็กลงแม้ว่าจะกินเท่าเดิม!! ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะขาเล็กลงได้ พ่อแม่ชอบแซวว่าขาโต๊ะสนุ๊กตลอด ทุกวันนี้ยังกินเฟรนช์ฟราย x1, เลย์ x2, เบอร์เกอร์ x1 เกือบทุกสัปดาห์ แต่ก็พยายามกินเฮ้ลตี้มากขึ้นด้วย warm salad กล่องใหญ่โตมโหฬารที่มีขายเพียบในย่าน CBD (วันนี้พี่ที่ทำงานแซวว่าตัวเล็กแค่นี้ ทำไมกินเยอะจัง อ๊าย หนูหิวค่ะ >//< ) และตอนเย็นก็กินอาหารเบาๆ แคลน้อยๆ กินยำวุ้นเส้น สุกี้น้ำ ไข่ตุ๋นสองฟองเอาไข่แดงออกหนึ่ง วนๆ แต่บางวันก็ตบะแตกกินมาม่าเกาหลีซองใหญ่ใส่ชีส การเล่นเวทนี่เป็นความมหัศจรรย์จริงๆ ลากตัวไปคลาสให้ได้ทุกสัปดาห์ เล่นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เห็นผลเอง ถ้ากินบ้าบอแบบเรา ก็ประมาณหกเดือน 555 อ่านต่อ

My Workout Journey

นี่ครบรอบออกกำลังกายได้ปีนึง(กะอีกเดือนนิดๆ) พูดเหมือนก่อนหน้านี้ไม่เคยออกกำลังกาย ก็ใช่อ่ะ นอกจากจะนับ wall squat นานๆ ทีตอนเวลาเปลี่ยวๆ เราก็ไม่เคยออกกำลังกายเลย 5555

แน่นอนว่าคนเราจะลุกออกกำลังกายมันต้องมีสาเหตุ สาเหตุของเราคือ

1) เริ่มใส่เสื้อผ้าไม่ได้แล้ว ถ้าไม่ลดเร็วๆ นี้ ต้องอัพไซส์แน่ๆ จาก M เป็น L แล้วเริ่มใส่อะไรก็ไม่สวย ข้อแม้ในการแต่งตัวเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ กระโปรงสั้นใส่แล้วขาใหญ่ แขนกุดใส่แล้วแขนใหญ่ อย่าพูดถึงคร็อปท็อป (เราชอบบอกนัทว่าที่จะลดน้ำหนักเพราะว่าอยากใส่คร็อปท็อป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กล้าใส่ 555)

2) เรียนจบทำงานแล้ว พบว่าชีวิตมีเวลาว่างขึ้นเยอะมาก มันไม่มีข้อแม้ในให้เรา “ไม่มีเวลา” ออกกำลังกายอีกต่อไปแล้ว
อ่านต่อ