Singapore So Far

มาอยู่สิงคโปร์เดือนนึงแล้วอ่ะ รอบนี้เป็นการมาใช้ชีวิตต่างประเทศที่แปลกๆ เพราะเป็นการอยู่เมืองนอกแบบไม่มี deadline ไม่มีตั๋วกลับ ไม่มีวันกลับ อยู่ไปเรื่อยๆ

so far (แปลว่าเท่าที่ผ่านมา) ก็โอเคนะ ความเหงามันก็เป็นสิ่งที่คิดไว้แล้วว่าต้องเจอ การที่ไม่มีเพื่อนในช่วงแรกๆ การที่ต้องปรับตัวกับงานใหม่ การที่ต้องสั่งอาหารด้วยภาษาที่เราไม่คุ้นเคย ฯลฯ ก่อนที่จะไปเราก็เริ่มมองโลกด้วยความจริง(ในแง่ร้ายหน่อย)ว่ามันต้องยากและน่าเบื่อ(กับการต้องปรับตัว ออกจาก comfort zone ให้เข้ากับวัฒนธรรมของประเทศเค้า)

แต่พอไปถึงแล้วเราค้นพบว่า สิงคโปร์ทำได้ดีมากๆ เดินทางสะดวกแต่ไม่มีความโหดร้ายแบบตัวเมืองซานฟราน คนดูใช้ชีวิตไม่เครียดและไม่รีบเท่าโตเกียว ค่าครองชีพถูกพอสมควร อะไรที่แพง ก็แพงเหมือนหรือเท่าที่กรุงเทพ (พวกร้าน chain ต่างๆ ตั้งแต่ร้านอาหารจนถึงร้านขายของ) ความแย่อย่างเดียวคือไม่มีไอติมมะม่วงกับบิงซูข้าวเหนียวมะม่วง และไม่มีทะเลสวยๆ ให้เที่ยวตอนวันหยุด คนที่นี่พอถึงวันหยุดก็ไปเที่ยวกรุงเทพ หรือเที่ยวประเทศอื่นๆ จนเป็นเรื่องปกติ

นึกว่ามีม๊อบ จริงๆ คือเค้าปิดซอยจัดงาน st. patrick’s day มี expat ออกมาดริ้งเต็มเลย

งานใหม่เราต่างจากงานที่เคยทำมาทั้งหมดพอสมควร เราออกจาก Agoda ด้วยความรู้สึกที่ว่าถ้าเราไม่ออกตอนนี้ เราอาจจะไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ(ทำ​ real frontend) หรือเราอาจจะติดกับ comfort zone ของการทำบริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้จะบอกว่า Agoda งานชิวหรือง่ายนะ งานยาก มี challenge ใหม่ๆ มาตลอด และทีม ณ ตอนที่เราลาออกมันก็ดีมากๆ เลย และตั้งแต่เราเริ่มหางานใหม่ เราก็ยังไม่เจองานที่ “ให้” เราได้เท่ากับที่ Agoda เลย นี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเลยนะ แต่พูดถึงเรื่องของคนเก่งๆ ในบริษัทที่เราจะได้เรียนรู้สกิลเค้า พูดถึง know-how ของบริษัทที่เราจะได้เรียนรู้และเติบโต

จนกระทั่งมีรีครูทเตอร์ของ Criteo ทักมาว่าสนใจตำแหน่ง Technical Solutions Engineer มั๊ย พอตอนอ่านเราก็เฉยๆ เพราะจริงๆ ในใจอยากทำฟร้อนเอนมากกว่า แต่พอได้ศึกษาตัวบริษัท ได้ลองทำโจทย์และสัมภาษณ์ดู (ข้อสอบไม่ได้ยากมาก เป็นสกิล debugging, html, javascript มากกว่า ส่วนตอนสัมภาษณ์ก็มีบางข้อที่ tricky หน่อยๆ แล้วก็ต้องเข้าใจว่าตัวบริษัททำอะไร โชคดีที่ตอนอยู่ Agoda เราอยู่ในทีมที่ทำพวกมาร์เก็ตติ้งเลยพอรู้และเคยได้ยินบ้างว่าเค้าทำอะไร) ก็รู้สึกว่าเออนี่คือเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เราอยากลองดู เป็นบริษัทที่เราอยากไปทำด้วย

Welcome package ทำเป็นรูปกระเป๋าเดินทาง กะให้เราไปเที่ยวๆบ่อยๆ 555

พอทำงานจริง ตัวงานยากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย เพราะการเป็น solutions engineer จะต้องคุยกับลูกค้าเยอะมาก ต่างกับงานก่อนๆ ที่เป็นแนว R&D อยู่ในถ้ำพิมพ์โค๊ดไปเรื่อยๆ แล้วที่ผ่านมาภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้คล่องมาก ตอนอยู่ Agoda ก็คุยภาษาอังกฤษแค่กับ P.O. (product owner) ส่วนตอนอยู่อเมริกาก็อยู่ทีมคนไทย ส่วนตอนอยู่ญี่ปุ่นก็คุยภาษาอังกฤษเป็นคำๆ กับคำญี่ปุ่น (ถ้าคุยเป็นประโยคจะไม่ค่อยรู้เรื่องกันทั้งสองฝ่าย) ที่ผ่านมาก็คุยภาษาอังกฤษโดยที่ไม่ต้องซีเรียสว่าเราจะใช้คำหรือพูดผิดมากแค่ไหน แต่พอถึงเวลาที่ต้องคุยกับลูกค้า มันเป็นหน้าเป็นตาของบริษัทอ่ะ ส่วนใหญ่ก็คุยผ่านอีเมล แต่มีหลายครั้งก็ต้องคุยโทรศัพท์กับลูกค้าออสเตรเลีย ช่วยเค้าแก้ปัญหาให้ได้ แล้วช่วงเดือนแรกๆ (ตอนนี้ก็ยังเป็น) เรายังใหม่มาก เราต้องทำตัวว่าเรามีความรู้ มีความสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาให้เค้าได้ โดยที่จริงๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะช่วยได้มั๊ย แถมต้องพยายามทำงานให้ efficient ถ้านั่งพิมพ์อีเมล์เป็นชั่วโมงก็ไม่ได้งานพอดีอีก กรี๊ด เครียดมาก แถมเหนื่อยที่ต้องพูดภาษาอังกฤษทั้งวัน 8 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์อีกด้วย

แล้วในแผนกของ technical solutions ที่นี่เนี่ยเค้าจะมีให้ใช้เวลา 10-20% (เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าตกลงเท่าไหร่กันแน่) ทำงานโค๊ดดิ้ง ซึ่งจะเป็นการทำทูลเพื่อพัฒนา process ที่มีอยู่ หรือทำอะไรก็ตามที่เพิ่ม productivity, efficiency และลดงานที่เป็น manual work ออก อันนี้เรารู้สึกว่าเราค่อนข้างสนุก ตอนนี้หัวหน้าทีมจะเป็นคนกำหนดโปรเจ็คมาใหม่ แล้วให้เราช่วยเดฟตามฟีเจอร์ที่เค้าลิสต์ไว้ และเค้าก็สนับสนุนให้เราเสนอไอเดียใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนา process ได้ แม้แค่นิดเดียวก็ยังดี

Criteo office at Singapore

ส่วนพวก tools ต่างๆ นี่ก็คล้ายที่อโกด้ามาก (grafana, hadoop, scala, c#, windows) ทุกอย่างในบริษัทค่อนข้างโปร่งใส ไม่มีความลับ ส่วนตัวเรารู้สึกว่าให้อารมณ์ความเป็น startup มากกว่าที่อโกด้าอีก แต่ออฟฟิศที่สิงคโปร์มันเป็น operation center เลยฟังธงจริงๆ ไม่ได้ (สำนักงานใหญ่อยู่ที่ปารีส เดฟส่วนใหญ่เป็นคนยุโรป/ฝรั่งเศส)

กลับมาพูดถึงประเทศสิงคโปร์​ สิ่งที่เราได้จากการอยู่มาเดือนนึง อาจจะไม่เหมือนกับคนที่อยู่มาเป็นปีๆ นะ 55

  • คนสิงคโปร์น่ารักมาก มีความคิ้ว ยังอธิบายไม่ถูกอ่ะ แต่เราประทับใจ
  • ถ้าจะอยู่ให้ได้แบบ seamless เราต้องเข้าใจภาษาจีนให้ได้บ้าง รู้สึกเสียดายที่เรียนจีนตอนประถมตั้งหลายปี แต่ตอนนี้ฟังออกแต่คำว่า jin tian กับตัวเลข 555
  • พวกตั้งบูธสมัครบัตรเครดิต หรือให้เราบริจาคให้กับมูลนิธิโคตรตื๊อกว่าเมืองไทยยี่สิบเท่า
  • รถไฟช่วง rush hour มาทุก 2 นาที (เราขึ้นสายสีม่วง) ไม่แน่นเท่าประเทศกรุงเทพ
  • virgin active ที่นี่แพงกว่ากรุงเทพประมาณ​ 1.5 เท่า แต่ไม่มีสระว่ายน้ำ จากุชชี่ กับหน้าผาปีนเขา แล้วก็คลาสเล่นโหด+จริงจังกว่ากรุงเทพ (กรุงเทพจะออกแนวบันเทิงนิดๆ คือไปฟิตเนสหลังเลิกงานแล้วรู้สึกผ่อนคลายอ่ะ 55)
  • อากาศบางทีก็แย่กว่าเมืองไทย (ช่วงฝนตกจะอบอ้าวมาก) แต่บางทีก็ดีกว่า (มีลม)
  • เราอยู่คอนโดชั้น 3 ไม่มียุงและแมลงเลย สุดยอดเลย เหมือนที่คอนโดเค้ามีฉีดฆ่า/ไล่แมลงเป็นระยะๆ
คอนโดที่เราอยู่ เป็นคอนโดใหม่เพิ่งเสร็จ สระว่ายน้ำดีงาม เราแชร์กับ flatmate คนอื่นเดือนละ $1050
  • คอนโดที่สิงคโปร์ส่วนใหญ่จะเป็นห้องใหญ่ๆ มีห้องนั่งเล่น โซฟา,ทีวี กับโต๊ะกินข้าวอย่างน้อย 4 ที่นั่ง มีห้องครัวแยกที่มีเตาแก๊ส เตาอบ เคาเตอร์สองฝั่ง (ไม่เหมือนเมืองไทยที่ห้องครัวในคอนโดจะเป็นเคาเตอร์ฝั่งเดียว) แล้วก็มีห้องนอนใหญ่ที่มีห้องน้ำในตัว แล้วก็ห้องนอนเล็กอีก 1-3 ห้องแล้วแต่ขนาด
  • คอนโดที่โน่นเค้ามีคอนเสปของ dual-key ด้วย คือเป็นยูนิตใหญ่ที่สามารถซอยเป็น 2 ยูนิตย่อยได้ อีกห้องจะเป็นสตูขนาดเล็กที่มีครัว+ห้องน้ำได้ ทำให้เจ้าของห้องสามารถปล่อยเช่าห้องสตูให้คนอื่นได้โดยที่ไม่ (บางทีเค้าบอกว่าก็เอาห้องเล็กให้ลูกๆ อยู่เวลาเค้าโตแล้ว อันนี้ไม่รู้จริงเปล่า 55)
ห้องแบบ dual-key (ก๊อบรูปแบบหน้าด้านๆ มาจาก tanglily.com)
  • ใครบอกน้ำประปากินได้ ไม่เห็นมีใครจะกินเลย -_- เรากินเพียวๆ เยอะๆ แล้วแสบคอ คิดว่ามาจากคลอรีน อันนี้เป็นเหมือนกันทุกๆ ประเทศแหละ

จริงๆ มีเรื่องจะเขียนอีกเยอะแยะ ยังไม่เคยเล่าชีวิตการทำงานที่อโกด้าเลย แต่พอดีส่วนใหญ่ชอบขี้เกียจ ไปนอนพักผ่อนดูซีรี่ส์ (ดู iron first กะ 13 reasons why จบคอเลคชั่นแล้วอ่ะ (ยังมีหน้าจะมาอวด น่าภูมิใจมั๊ยเนี่ย))​ ขอโทษด้วยนะคะ T_T

หลีเป๊ะไปยังไง (How to go lipe)

เมื่อเดือนมกราที่ผ่านมาเราไปหลีเป๊ะกับเพื่อนๆ เป็นทริปที่จอง รอคอย และเฝ้ารอมานานม๊าก จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าครึ่งปี (จนเพื่อนติดธุระสำคัญ ไปไม่ได้คนนึง 55) พอกลับมาแล้วมีพี่ๆ เพื่อนๆ หลายคนถามเกี่ยวกับทริปเลย เลยว่าไหนๆ น่าจะเขียนเก็บและแบ่งปันให้กับคนที่สนใจต่อๆ ไป

TL;DR; หลีเป๊ะสวยมาก เดินทางนานมาก นอกจากค่าโรงแรม อย่างอื่นก็ไม่ได้แพงอย่างที่กะไว้ ไปกับทัวร์ก็ง่ายดี

อ่านต่อ

เทคนิคการจองโรงแรมถูกๆ บนเว็บ Agoda

จริงๆ ถ้าเสิร์ชด้วยคีย์เวิร์ดนี้ก็น่าจะมีหลายเว็บเขียนไว้แล้วนะ แต่เราไม่แคร์ ขอเขียนในแบบของเราบ้าง ช่วยโฆษณาบริษัทด้วย 555

จองก่อนได้ราคาถูกกว่า

อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโมเดลราคาโรงแรมของ Agoda แต่ละอันเค้าคิดยังไง แต่เข้าใจว่าจะมีราคาตั้งไว้เป็นขั้นบันได พอล็อตห้องราคาถูกหมด ราคาก็จะสูงขึ้นมานิดนึง (เคยสังเกตได้จากเวลามันขึ้นว่า “เหลือห้องสุดท้าย” แล้วพอเราจองห้องนี้ไปปุ๊บ กลับไปดูอีกที อ่าวไม่เห็นหมดเลยนิน่า แต่ราคาห้องมันขึ้นสูงกว่าที่เราจองไปแล้ว — แต่ระวังมันจะเป็นห้องสุดท้ายแบบสุดท้ายจริงๆ ก็ได้นะ เดี่ยวจะอดเอา 55)

2 ห้องสุดท้าย (ที่ราคานี้)
2 ห้องสุดท้าย (ที่ราคานี้)

อ่านต่อ

In Cupertino

(คือ Cupertino ไม่ค่อยมีรูปสวยๆ ขอใส่รูปที่ San Francisco แทนละกันเน้อ)

มาอยู่นี่ได้เดือนนึงแล้ว เป็นครั้งแรกที่มาใช้ชีวิตต่างประเทศคนเดียว เป็นครั้งแรกที่มาอเมริกา แบบเขินมาก ภาษายังไม่เก่งเท่าไหร่เลย ปกติถนัดเขียนมากกว่า

เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วยังบ่นกับนัทอยู่เลยว่าเนี่ย วีอยากไปอเมริกาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้าแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเข้ามาซักที ทั้งๆ ที่เราก็สมัครไปเยอะแยะ (ส่วนใหญ่มักจะติดตรงเรื่องค่าใช้จ่าย 55) สุดท้ายอยู่ดีๆ โอกาสมันก็เข้ามา แล้วเราก็ได้ด้วย น้ำตาจะไหล

ที่อยากไปก็เพราะว่าตอนเด็กๆ ดูซีรี่ส์ฝรั่งเยอะ แล้วชอบภาษาอังกฤษมาก ชอบจนมีช่วงนึงอยากเรียนอักษรศาสตร์ อยากเก่งภาษาอังกฤษ จนโตขึ้นเลยรู้ว่าเห้ยมันมีมากกว่านั้นอะ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนครีเอทีฟ หรือขยัน หรือโหดพอที่จะเรียนอักษรได้

ที่อยากไปตอนโตๆ เพราะว่ามันเป็นบ้านเกิดของเทคโนโลยี หลายๆ สิ่งมันเริ่มต้นจากที่นี่ จากมุมภายนอกมันดูแมจิคมากๆ ว่าทำไมหลายสิ่งมากมายมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นจากที่เล็กๆ ที่นี่
อ่านต่อ

In Which Facebook Suspended My Account

เมื่อวันนี้ตื่นมาตอนเช้าว่างๆ ก็กดเข้าแอพ facebook อัพเดตปกติ ปรากฎว่าเฟซบุคขึ้นว่า login session expired และต้องล็อกอินใหม่

พอล็อกอินใหม่ปุ๊ปเท่านั้นแหละ มันบอกว่าเราใช้ชื่อเฟซบุคไม่ถูกต้อง ต้องเปลี่ยนชื่อให้ถูกเดี๋ยวนี้นะ เพื่อที่เพื่อนๆ จะได้รู้ว่าเราเป็นใคร (จริงๆ คือถ้าเปลี่ยนชื่อแล้วเพื่อนจะจำไม่ได้มากกว่าปะ -_-) ด้วยการที่เราไม่อยากใช้ชื่อจริงสุดชีวิต มันยาวและไม่ casual เลยยยยยย เลยพยายามพิมพ์ชื่อเก่าไป มันก็ reject ชื่อ Vee ว่าใช้ไม่ได้ ไม่ตรงตามกฎของมัน
อ่านต่อ

Thank You 2013

พรุ่งนี้ก็วันสิ้นปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่วิเศษ เราได้เติบโต ได้ผ่าน goods and bads — เรื่องดีและเรื่องแย่ ได้รับโอกาสดีๆ ได้เครียด ได้สนุก ได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ และเมื่อมองกลับไปเราก็รู้สึกขอบคุณคนเหล่านี้
อ่านต่อ

Perception

วันนี้ไปงาน Agile Thailand 2013 มา แล้วได้ฟัง session Seeking Hyper Productivity แล้วประทับใจหัวข้อนึงมาก

speaker ตั้งข้อสังเกตว่า มีเด็กกับผู้ใหญ่หัดขี่จักรยาน เด็กมักจะขี่จักรยานเป็นได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ เพราะอะไร?

เค้าอธิบายว่าเพราะว่าเมื่อเด็กหัดขี่ วินาทีที่จะเอาขาถีบขี่ออกมานั้น เด็กได้นึกภาพว่าตัวเองขี่จักรยานได้ แต่ผู้ใหญ่กลับนึกภาพว่าตัวเองล้มทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ล้มจริงๆ เลย

กลับมานึกถึงตัวเราก็จริงนะ ที่เราไม่เคยเล่นกีฬาได้ดีเลย เพราะเรามี mindset ที่ไม่ถูกมาโดยตลอด ตอนที่เราโตๆ (ช่วงมัธยม) ทุกครั้งที่เราหัดเล่นกีฬา เราจะคิดว่าเราจะพลาด เราจะทำไม่ได้ เราจะตีลูกนี้ไปไม่ถึง เราจะตบลูกนี้ไม่ได้ โอ๊ยมันต้องเจ็บแน่ๆ บลาๆๆ ทำให้สุดท้ายเราก็ทำไม่ได้จริงๆ อะ ต่างกับตอนเด็กๆ ที่เรามีความสุขกับการเล่นกีฬามากกว่านี้มากๆๆ เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราจะพลาดหรือจะห่วย อ่านต่อ

Internship at Pronto Marketing

pronto

Time passes so fast. I can’t believe I spent two and a half months doing an internship at Pronto Marketing.

People at Pronto are really awesome. They dress casually like they’re at home. When I’m at Proton I feel like Protons (that’s how we call people who works at Pronto) are a big family. I believe it also has to do with the environment and the interior decoration. There are about 50 people at Pronto. The bosses are real nice, kind and easy-going. I think Pronto must be one of the coolest companies in Thailand. อ่านต่อ

Introduction to Databases by Stanford University (class2go)

ในที่สุดก็เอาชนะตัวเองได้ด้วยการเรียนจบคอร์ส Introduction to Databases (ยังไม่เคยเรียนวิชานี้ที่มหาลัยมาก่อนเลยนะ!) ที่ยาวนานถึง 2-3 เดือน

คอร์สนี้เป็นคอร์สที่ offer โดยมหาวิทยาลัย Stanford โดยเปิดเป็นช่วงๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีเคยเปิดมาก่อนแล้วรึเปล่า ที่เรียนไปเป็นรอบ Winter 2013 (Jan. 15, 2013 – Apr. 1, 2013) ค่ะ

ลักษณะของคอร์สคือให้ดูวิดีโอประกอบการสอน จริงๆมีการแนะนำ Textbook ให้อ่านด้วย แต่รู้สึกว่าถ้าไม่อ่านก็พอไปไหว (ตอนที่ take course มันเป็นช่วงเปิดเทอม – สอบไฟนอล แค่อ่านหนังสือเตรียมสอบก็จะตายละค่า จะเอาเวลาไปอ่านที่ไหนเนี่ย) แล้วก็จะมีให้ทำ Quiz กับ Interactive Exercises เรื่อยๆ (มีงานทุกสัปดาห์) แต่ deadline ค่อนข้างโอเคคือไม่เบียดเกินไป ให้เวลาทำประมาณ 1-2 อาทิตย์ แต่ภาระงานก็เยอะเอาเรื่องเหมือนกัน ต้องทำแบบฝึกหัดเยอะ ทำควิซเยอะ ซึ่งหมายความว่าต้องทุ่มเทกับมันเยอะเหมือนกัน วิดีโอจะมีประมาณอาทิตย์ละ 2 ชั่วโมง ส่วนควิซกับแบบฝึกหัดจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงเหมือนกัน อ่านต่อ

เม่าหัดเล่นหุ้น

รูปจากเว็บพี่เม่าค่า

วันนี้พอดีสับรางจากงานได้ แล้ววันนี้ได้มีโอกาสชนะตลาดบ้าง (ขายได้กำไร (ไม่รู้ขายหมูป่าว)) ซึ่งวันดีๆแบบนี้มักจะมีน้อย เลยมาเขียนบล็อกซะหน่อย

เราเป็นคนเข้ามาเล่นหุ้มตามทฤษฎี cocktail party เด๊ะ คือช่วงที่กระแสหุ้นกำลังโต (โตไปแล้ว) ด้วยความที่โดนกล่อมมาเยอะว่าเอาเงินฝากธนาคารไว้เฉยๆ ยังชนะอัตราเงินเฟ้อไม่ได้เลย เอาไปฝากประจำโดนหักภาษีเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ เอาชนะเงินเฟ้อแล้วเหลือเท่าไหร่ บอกก่อนว่าปกติเราเป็นคนที่โตมากับคำว่า ทำงานเก็บเงินเยอะๆ กินดอกเบี้ย หรือความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น… แต่พ่อคุ๊ณณณณณ กว่าจะได้เงินสองเท่าด้วยอัตราดอกเบี้ยฝากประจำน่ะ มันต้องรอกี่ปีหาาา ยี่สิบปีเลยปะ

วีจึงถือบัญชีธนาคาร กับเงินจำนวนสี่หมื่นบาท (ส่วนหนึ่งที่เก็บมาได้จากการทำงานฟรีแลนซ์) ด้วยคำที่ว่า เราจะเริ่มต้นเรียนรู้การลงทุนด้วยการเปิดพอร์ต..กองทุนรวม!

หลังจากนั้นก็ได้เปิดกองทุนกับพนักงานใจดี เอกสารย้ำนักย้ำหนาว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เราก็เข้าใจว่าเราเอาเงินไปฝากให้มืออาชีพเป็นคนลงทุน อย่างน้อยเค้าก็ต้องทำได้ดีกว่าเราสิเนอะ! (สุดท้ายก็เจ๊ง 555)

พอวีเห็น SCBDV ของนัทเติบใหญ่ให้ผลงอกเงยถึง 5% ในเวลาไม่กี่สิบวัน วีเริ่มอิจฉาตาร้อน เห้ยนัทอยู่เฉยๆได้เงินเยอะกว่าวีอีกว่ะ วันรุ่งขึ้นวีก็เลยเข้าไปซื้อ SCBDV มาครอบครองบ้าง (สุดท้ายก็เจ๊ง 555 ขาดทุนนิดเดียว แต่ได้บทเรียนว่าไม่ควรซื้อตามคนอื่นโดยไม่ดูอะไร)

พอซื้อ SCBDV ปุ๊ปก็ต้องหัดตามข่าวสารสิ เราถือหุ้นที่อยู่ในตลาดหุ้น ถ้าตลาดหุ้นไม่ดีก็ต้องรีบถอยยยย พอนัทได้เห็นกราฟหุ้นที่งอกเงย ประกอบกับพี่ป๊อกชักชวน(ในทางที่ดีนะ) นัทก็ตัดสินใจลงทุนในหุ้น และหลังจากหุ้นนัทงอกเงยได้ไม่เท่าไหร่ เราก็อิจฉาตาร้อน เอามั่งเด๊!!!! วีลงตามมมมมม

หุ้นก็แกว่งขึ้นๆลงๆในระยะแคบๆช่วงที่วีซื้อ แต่โดยรวมก็โอเคนะ กำไรดี งามเชียววว วาดฝันไว้ว่าวีจะเป็น IV ที่ดี อยู่คู่กับบริษัทไปอีกสิบๆปี จนกระทั่งงงงง วันที่หุ้นทะลุ 1600 จากนั้นแกว่งลงมาแรงมากวันแรก วันที่สองแรงกว่า! และวันที่สามก็โครมมมม สามวันลงมารวมๆ ร้อยจุด

เม่าอย่างชั้นทำไงดีเนี่ยย กรี๊ดดดดดด

นัทผู้เล่นเทคนิคบอกว่า ช๊อตเลย ขายเลย ก่อนที่จะขาดทุนไปมากกว่านี้ ตลาดถล่มแล้วววววววววว เจ๊ง เจ๊ง เจ๊งงงงงง

แล้วเราก็เข้าใจคำว่า VI = Very Innocent ก็วันนี้ วีเทขายหมดหน้าตัก ขาดทุนย่อยยับ มีก่อนหน้านี้ขาย LH ได้กำไร 10% แต่หักลบกับที่ขาดทุนแล้วก็ยังติดลบอยู่ดี T_T ความฝันสวยหรูแตกสลายย่อยยับไปพริบตา

ช่วงนั้นชาวเม่าสินทรต่างเคลียร์พอร์ตกันเต็ม บ้างลงไปเป็นหมื่น บ้างเป็นแสน (ดีนะชั้นลงไม่เท่าไหร่ U_U) .. หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ตลาดก็กลับมาฟื้น แกว่งขึ้นลงเหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น – -‘

เหตุการณ์วันนั้นทำให้เม่าอย่างเราได้เรียนรู้ว่าเออมันสำคัญที่นะที่ต้องมีความรู้เป็นภูมิคุ้มกัน ต้องรู้จักจังหวะ ต้องรู้จักยับยั่งชั่งใจ และต้องเลิกตามเม่าสินทรซักที!

เป็นช่วงระยะหลายสิบวันของการเล่นหุ้นที่สนุกมาก ได้ความรู้มาก ได้จริง เจ็บจริง เสียจริง ก่อนหน้านี้เป็นคนไม่เคยอ่านข่าว ไม่เคยอ่านอะไรที่เป็นหุ้นๆ เกลียดการดูกราฟหุ้น กลายเป็นคนชอบดูราคา ชอบหาความรู้ใส่ตัว ก็ใช่สิ เราเอาเงินของเราลงทุนไปแล้วนิ เราก็อยากทำให้มันได้ผลงอกเงยออกมามากที่สุด (และไม่เจ๊ง)

quote คำของพี่ป๊อกที่เคยพูดว่า เริ่มก่อนก็ได้เปรียบ ประสบการณ์จะสอนให้เราเก่งขึ้น (จริงๆพี่ป๊อกพูดแค่ข้างหน้า ที่เหลือเติมเอง)

edited: เอามาเสริม

เมื่อเทียบความสำเร็จผู้เล่นหุ้นระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ผู้ใหญ่มีโอกาสสำเร็จมากกว่าเด็กแต่การเริ่มลงทุนตั้งแต่เด็กเป็นเรื่องดี ผมสนับสนุนให้เริ่มตั้งแต่เด็กเพราะเด็กมีโอกาสแก้ตัวได้ มีตัวอย่างเคสคุณลุงคนหนึ่งที่เพิ่งเกษียรแล้วนำเงินที่เก็บมาเล่นหุ้นผ่านไป 6 เดือน เงินเก็บของคุณก็ลดลงไปเกือบครึ่ง ซึ่งช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ แต่ถ้ายังเด็กอยู่ก็มีโอกาสล้มได้หลายครั้ง เหมือนการปั้นจักรยาน ไม่มีใครปั้นแล้วไม่เคยล้มแต่เมื่อปั่นเยอะๆก็จะมีประสบกาณ์ว่าควรปั่นอย่างไรไม่ให้ล้ม และถ้าให้คนแก่กับเด็กมาหัดจักรยานพร้อมกัน การหัดปั้นในวัยเด็กเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเพราะเมื่อล้มก็ลุกขึ้นมาปั่นใหม่ได้แต่ถ้าเป็นคนแก่ล้มไปก็มีความเสี่ยงบาดเจ็บมากกว่าเด็กและฟื้นตัวยากกว่าเด็ก

สำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ถามว่ารวยไหม “ผมบอกเลยว่า ถ้าใครอยู่ในการลงทุนนี้เกิน 10 ปี ต้องรวยแน่”

source: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์