Life at the Edge of 24

อยากเขียนบล็อกให้ได้บ่อยๆ เมื่อก่อนสมัยเด็กๆ นี่เขียนบล็อกทุกวันเลยนะจะบอก (ฝึกลง wordpress ตั้งแต่สมัยมันไม่ได้ชื่อว่า wordpress แล้วหัดพูดคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก) เดี๋ยวนี้เขียนไตรมาสละครั้ง

วันนี้เป็นสุดท้ายที่อายุ 24 ตัวเลข 25 ค่อนข้างช็อคเราเล็กน้อย ทำไมเวลาผ่านไปเร็วมาก เลยอยากบันทึกสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ (ทำไมทางการจัง)

ด้านร่างกาย

แฮ่ ใครที่รู้จักเราตั้งแต่สมัยมหาลัยลงไปก็คงไม่คิดว่าเราจะเข้าฟิตเนสได้ (ช็อคล่ะสิ) เราชอบเข้า bodypump เพราะว่า 1) เพลงเพราะ 2) ครูสอนหล่อ 3) เราได้เล่นตาม pace ของตัวเอง (ถ้ายังไม่พร้อมก็ยกเบาๆ ไปเรื่อยๆ ได้) เราเล่นมาตั้งแต่สควอทข้างละ 1-2 โล วันนี้ดีใจที่สามารถทำลายสถิติสควอทของตัวเอง แล้วยกได้ข้างละ 7 กิโล กรี๊ดดด ตัวนี้เลขสำคัญมาก เพราะเราได้อัพเกรดเป็นเพลทแผ่นใหญ่ 5 โลแล้วค่าาา ก่อนหน้านี้เล่นเพลทแผ่นเล็กมาตลอด จำได้ว่าตอนแรกไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะเล่นเพลทแผ่นใหญ่ในคลาส bodypump ได้ แต่ด้วยความุมานะและความคิ้วของครู ทำให้เรามาถึงจุดนี้ข่าาาา ตอนยกก็ปวดหลังนิดๆ เพราะยังไม่ชิน กลับถึงบ้านก็ปวดตูดนิดๆ

ที่ดีใจกว่าคือขาเล็กลงแม้ว่าจะกินเท่าเดิม!! ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะขาเล็กลงได้ พ่อแม่ชอบแซวว่าขาโต๊ะสนุ๊กตลอด ทุกวันนี้ยังกินเฟรนช์ฟราย x1, เลย์ x2, เบอร์เกอร์ x1 เกือบทุกสัปดาห์ แต่ก็พยายามกินเฮ้ลตี้มากขึ้นด้วย warm salad กล่องใหญ่โตมโหฬารที่มีขายเพียบในย่าน CBD (วันนี้พี่ที่ทำงานแซวว่าตัวเล็กแค่นี้ ทำไมกินเยอะจัง อ๊าย หนูหิวค่ะ >//<) และตอนเย็นก็กินอาหารเบาๆ แคลน้อยๆ กินยำวุ้นเส้น สุกี้น้ำ ไข่ตุ๋นสองฟองเอาไข่แดงออกหนึ่ง วนๆ แต่บางวันก็ตบะแตกกินมาม่าเกาหลีซองใหญ่ใส่ชีส การเล่นเวทนี่เป็นความมหัศจรรย์จริงๆ ลากตัวไปคลาสให้ได้ทุกสัปดาห์ เล่นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เห็นผลเอง ถ้ากินบ้าบอแบบเรา ก็ประมาณหกเดือน 555

ข้าวมันไก่ที่นี่ไก่ละมุนมาก ที่นี่ทุกร้านจะแคร์ความนุ่มของไก่มากกว่าความอร่อยของน้ำจิ้ม เราเลยซื้อแบบกลับบ้าน แล้วมากินกับน้ำจิ้มแบบไทยๆ ได้ทั้งความเทพของสิงคโปร์และไทยแลนด์รวมกัน

ด้านการงาน

ตอนแรกที่จะมาทำงานนี้ก็ค่อนข้างลังเลใจพอสมควร เพราะแม้แต่ไดเรคเตอร์ที่สัมภาษณ์ก็ยังถามว่าเราโอเคที่จะมาทำงานที่เหมือนถอยหลังมาหนึ่งก้าวใช่มั๊ย งานมันไม่เหมือน software engineer นะ (เชี่ย พูดให้กำลังใจมาก…) แล้ว PO ที่อโกด้าสุดที่เลิฟก็ยื้ออยากให้เราอยู่ต่อ (นางพูดเศร้าๆ ว่าก็อยากให้วีไปได้ดิบได้ดี แต่เค้าก็อยากให้วีอยู่กะเค้าต่อนะ) เมเนเจอร์ก็ให้ออพชั่นเยอะ ทีมตอนที่กำลังจะลาออกก็กำลังน่ารักเลย ผูกพันกับพี่ๆ น้องๆ มาก งานตอนออกก็สนุกมาก (ทำไมมันไม่สนุกตั้งแต่แรก) ได้หัดเขียน scala ได้หัดทำ docker หัดทำ plugin ให้ชาวบ้านใช้

แต่ด้วยความที่เราอยาก move on อยากเจออะไรใหม่ๆ ใช่ อโกด้าก็เป็นที่ทำงานที่ดี แต่ถ้าเราไม่ออกมาดูที่อื่น เราก็ไม่รู้ว่ามันอาจจะมีที่ๆ เหมาะกับเรามากกว่าก็ได้ แล้วก็อยากลองเปลี่ยน stack ไม่งั้นกลัวว่าจะติด stack .NET นี้ไปเรื่อยๆ (ไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็น .NET developer เลยให้ตายสิ) อีกเรื่องคือเรารู้สึกว่างานที่เราทำที่ agoda มันไม่มี impact มาก น่าจะคล้ายๆ ที่ได้ทำที่แอปเปิ้ล คือรู้สึกเป็นเหมือนเป็นเฟืองตัวเล็กๆ แม้ว่างานที่ทำจะมีคนใช้เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน แต่เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันเล็กน้อยเหลื้อเกิน

บอกก่อนว่าตำแหน่งที่ทำคือ Technical Solutions Engineer เป็นงานที่เขียนโค๊ดน้อยมากที่สุด เป็นงานที่เด็ก CS ที่ไม่ชอบเขียนโค๊ดมักจะทำกัน งานหลักๆ คือช่วยลูกค้าใหม่ integrate criteo widget เข้าไปใน ecommerce platform/website และช่วยดีบั๊กปัญหาลูกค้าเก่าๆ (ซึ่งบางทียากมาก log อะไรก็ไม่ค่อยมี จะได้เรานั่งฌานรับรู้ได้ยังไงฟระ — คิดไปคิดมาเอาจริงบางทีก็รู้สึกไม่ค่อยต่างกับงานตอนทำอยู่อโกด้าเล้ยยย)

ไป summit ของบริษัทมา CEO คือคนที่ตีกลองอยู่ข้างหน้าสุด

ตอนนี้เป็นยุครุ่งเรืองของ Criteo พนักงาน 2700 คน ออฟฟิศ 30 กว่าออฟฟิศทั่วโลก ตัวแพลทฟอร์มหลักเริ่มเสถียรแล้ว ทำให้เริ่มเห็นทูลใหม่ๆ ที่เทพมากขึ้นเรื่อยๆ ความคูลของตำแหน่ง operations คือ ที่นี่เค้าสนับสนุนให้เราทำในสิ่งที่อยากทำในเวลาว่าง แล้วบอสเรานี่ยังกะ P.O. ฝึกหัด แกเป็น technical solutions มาก่อนหลายปี พอทำงานมาเยอะ แกก็มีไอเดียที่จะพัฒนา process โน่นนี่เยอะ ประกอบกับว่าได้เราเข้ามา ในเวลาว่างเราเลยได้โค๊ดนั่นนี่สนุกมาก ส่วนใหญ่จะเป็นทูลขนาดเล็กๆ ที่ใช้กันเอง หรือให้ลูกค้าใช้ สิ่งที่เจ๋งของทีมที่นี่คือ ไอเดียเราไม่ถูกปิดกั้นจากเบื้องบน เค้าค่อนข้างให้อิสระที่จะทำอะไรก็ได้ (ตราบใดที่งานหลักเรียบร้อยดี) พอเราทำอะไรเจ๋งๆ ในทีมใช้กันเอง แล้วเอาไปให้ทีมอื่นดู​ เค้าก็จะตื่นเต้นและอยากเอาไปใช้บ้าง มันเป็นกลไกพุชงานขึ้นข้างบนจากความต้องการของคนข้างล่างเลย

เราได้ทำ dashboard ที่ดึง data จาก JIRA API (เนื่องมาจาก JIRA มันมี limitation ของการทำ visualization/manipulation) เราก็หยิบเอา docker มาใช้ช่วยดีพลอย และเนื่องด้วยความกากๆ ของ JIRA ในบริษัทเรา ทำให้บางทียิงรีเควสไม่ติด เราก็เลยอยากมีระบบ monitor ดูว่ามันล่มบ่อยแค่ไหน จะได้ส่งไปให้ใครช่วย investigate ก็ลองเอา ELK stack (elasticsearch, logstash, kibana) มาลองใช้ดู แม้ว่าจะเป็นแอพเล็กๆ ก็เหอะ แต่เราได้ลองทำทุกอย่างด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น สนุกมากๆ ความเห็นของเราค่อนข้าง matter กับคนที่นี่ (อาจจะเพราะด้วยการที่ไม่มีคนที่ technical จัดๆ เยอะ เค้าเลยฟังเรา ก๊าก 555)

หลังจากนั้นหัวหน้าเราอยาก revamp ตัวเว็บที่ทำบทความสอนทำ integration ใหม่ แต่เนื่องด้วยเซิฟเวอร์เป็น static server ธรรมดา ในทีมเลยรีเสิชหาแล้วลงเอยด้วยการใช้ static site generator แทน ตอนนี้ทำตัวเว็บเสร็จละ แล้วบอสก็พูดขึ้นมาว่า อยากให้พุชขึ้น git แล้วดีพลอยลง ftp ให้เลย เราก็แบบบอกว่า ถ้ายังงั้นมันต้องมี dev site เอาไว้เทสก่อนด้วยเปล่า มันยุ่งยากอยู่นะ
บอสเขียน task ลง backlog ไปก่อนนะ ตอนนี้เรางานเยอะมาก เดี๋ยวไว้ทำให้ (มีการสั่งหัวหน้า) แล้วเราก็บอกบอสว่าเรามีแพลนที่จะทำเป็นเหมือน regression test ที่คอยเช็คว่าไอเว็บที่เราทำเนี้ยมันทำงานถูกต้องหรือเปล่า เพราะตอนนี้เราต้องมาคอยแมนนวลเช็คตลอดเลย แกก็ตื่นเต้นนิดนึง.. สรุปเราต้องทำ CD CI ให้แกใช่มะ (จริงๆ แผนก R&D ก็มีของพวกนี้อยู่แล้วแหละ แต่ด้วยความห่างเหิน และความช้าของ R&D เราเข้าใจว่างานเยอะ งานเดฟไม่ได้ทำง่ายๆ ยิ่งเป็น R&D ด้วย สุดท้ายเราคิดว่าต่างคนต่างทำอ่ะดีและ เดี๋ยวเราเซ็ต CI ขึ้นมาเองละกัน 55)

ด้วยความที่นัทกับ agoda สอนมาดี ทำให้เราติดการเขียนโค๊ดสวยๆ จนเมเนเจอร์ที่ดูแลเรื่อง platform operations ไปดูโค๊ดเราแล้วก็ชอบ แกบอกว่าโค๊ดวีอ่านง่ายและคลีนมาก เลยชวนมาทำ API wrapper กับ Vue components ซึ่งสองตัวนี้จะเป็นทูลที่ให้ TS engineer คนอื่นๆ เอาไปเรียกใช้หรือรียูสใช้ต่อง่ายๆ โห เป็นงานที่อิมแพคสูงมาก ถือว่าเป็นเกียรติมากที่ได้เป็นคนแรกๆ ที่เค้าไว้ใจให้มาช่วยทำเลย เราตื่นเต้นนิดนึง แต่ก็ keep cool ไว้ จริงๆ ในใจแบบกรี๊ด 5555

ทำงานที่สิงคโปร์ครบ 4 เดือนแล้ว นึกไปถึงเดือนแรกๆ ที่เราท้อแท้กับงาน ทำงานแล้วพัง ก็รู้สึกดีใจที่เราผ่านพ้นมาได้จนถึงจุดนี้ที่โอเคขึ้น เมื่อสองวันก่อนได้เข้า QBR เป็นครั้งแรก (จริงๆ ตอนอยู่อโกด้าก็ได้เข้า แต่อย่าเรียกว่าเป็น QBR เลย เรียกว่าพีทเรียกมาปรับทัศนคติ มีแต่ความเทคนิเคิล รายงานผลว่าเราเขียนโค๊ดสั้นลงกี่เปอร์ แก้บั๊กไปกี่บั๊ก จนไม่รู้ว่าสุดท้ายเราสร้างอิมแพคไปเยอะแค่ไหน) เนื่องจากเราทำ operations ทำให้เวลาเข้า QBR เราเห็นเลยว่าเราทำเงินให้บริษัทเยอะน้อยแค่ไหน เราเริ่มเห็น impact ของงานที่เราทำ ดีมากๆ เลย จริงๆ เรื่องที่ทำงานมีให้เม้าท์อีกเยอะมาก ไว้จะทยอยๆ เล่า

ด้านอื่นๆ

เนื่องด้วยมันเริ่มยาว เริ่มขี้เกียจ ด้านอื่นก็เฉยๆ (ชีวิตมีแค่งานกับการออกกำลังกาย เวร) ปีนี้ซื้อคอนโดใหม่ไปและจะขายคอนโดเก่า ยอดกู้เยอะถือเป็นความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวงมาก แม่ก็ถามว่ามั่นใจนะว่าจะไม่เรียนต่อ (ทำยังกะถ้าจะเรียนต่อละแม่มีตังส่ง 55) ตอนแรกเหมือนคุยว่าจะกู้ร่วมกะแม่ ไปๆมาๆ แกบอกว่าวีกู้คนเดียวแหละ เอาเป็นว่าถ้าวีกู้ไม่ผ่านจะมาขายดาวน์ขาดทุนละกันนะคะ TwT

ช่วงปีนี้ผ่านมาเริ่มออกเข้าร่วมอีเว้นท์น้อยลง (เก็บตัวแบบเซเลปพี่เนย — ยังจะไปแซะเค้าอีก) เนื่องด้วยความเหนื่อย ไว้จะพยายามเข้าให้มากขึ้นนิดนึง

อยากทำอาหารให้อร่อยขึ้น แต่ช่วงนี้เทรนอาหารคลีนมาแรง ทำให้รู้สึกว่าปีนี้เราทำอาหารห่วยลงมากๆๆๆ ไม่กล้าลงมือหนักๆ กินก็กินแต่อกไก่ สุดท้ายออกมาไม่อร่อยซักอย่าง พอกินได้อย่างเดียว ฮืออออออ เป้าหมายคืออยากมีเมนูที่ภูมิใจที่ทำให้คนอื่นกินว้าวๆ อร่อยๆ ได้ ไม่ใช่อาหารคลีนๆ ที่พอทนได้

เรื่องหัวใจก็เรื่อยๆ ยังไม่แต่งเร็วๆ นี้ อย่าเร่ง เดี๋ยวอีกฝ่ายกดดัน 555 (ต้องดักไว้ก่อน มีคนชอบแซว)

ตอนนี้กำลังฝึก Antigravity Aerial อยู่ เล่นมาประมาณเดือนกว่าๆ ละ แต่คิดว่าอาจจะพักไว้ก่อน เพราะเริ่มยากเกินไป ไม่ไหวละ ข้อเสียของคลาสนี้คือมันต้องทำตาม pace ของครู ไม่ใช่ของเรา ถึงเราจะพร้อมไม่พร้อมก็ต้องทำโว้ยยยย เราว่าคลาส antigravity นี่ intense มากๆ โหดกว่า bodypump อีก core ต้องแข็งแรงมากๆ ถึงจะทำท่าสวย และหมุนตัวไปมาได้ เรานี่ยังอีกไกลอ่ะ T_T


สิ่งที่เราเรียนรู้อย่างนึงจากการที่อายุป่านนี้คือ อายุไม่ได้สัมพันธ์กับวุฒิภาวะเสมอไป และมันไม่มีเส้นคั่นระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ เมื่อก่อนเราคิดว่าถ้าทุกคกอายุ 25 ปุ๊ปเราจะกลายเป็นผู้ใหญ่ทันที แบบสมัยเรียนสุขศึกษา ที่เค้าบอกว่าอายุ 2X จะถือว่ากลายเป็นผู้ใหญ่ แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย คนอายุน้อยกว่าเราหลายคนก็มีวุฒิภาวะเยอะกว่า และจริงๆ มันก็มีหลากหลายด้านด้วยนะ บางคนอาจจะทำงานได้ดีมาก แต่ชีวิตโคตร messed up เลยก็มี เราคิดว่าความเป็นเด็กมันจะหายไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา แลกกับการที่เรามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แต่สิ่งนึงที่เราไม่อยากมีที่มาพร้อมกับผู้ใหญ่คือการมีความคิดแบบแคบๆ เราอยากเปิดใจและอยากมองโลกหลายๆ ด้านให้มากขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่คิดว่าจะพยายามปรับปรุงให้มากๆ

เป็นครั้งแรกที่จะอายุ 25 แบบคนละ timezone จากปีก่อนๆ มาตั้งแต่เกิด ช่วยแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ถูก timezone ด้วยนะ!! (ห้าทุ่มประเทศไทย)