Singapore So Far

มาอยู่สิงคโปร์เดือนนึงแล้วอ่ะ รอบนี้เป็นการมาใช้ชีวิตต่างประเทศที่แปลกๆ เพราะเป็นการอยู่เมืองนอกแบบไม่มี deadline ไม่มีตั๋วกลับ ไม่มีวันกลับ อยู่ไปเรื่อยๆ

so far (แปลว่าเท่าที่ผ่านมา) ก็โอเคนะ ความเหงามันก็เป็นสิ่งที่คิดไว้แล้วว่าต้องเจอ การที่ไม่มีเพื่อนในช่วงแรกๆ การที่ต้องปรับตัวกับงานใหม่ การที่ต้องสั่งอาหารด้วยภาษาที่เราไม่คุ้นเคย ฯลฯ ก่อนที่จะไปเราก็เริ่มมองโลกด้วยความจริง(ในแง่ร้ายหน่อย)ว่ามันต้องยากและน่าเบื่อ(กับการต้องปรับตัว ออกจาก comfort zone ให้เข้ากับวัฒนธรรมของประเทศเค้า)

แต่พอไปถึงแล้วเราค้นพบว่า สิงคโปร์ทำได้ดีมากๆ เดินทางสะดวกแต่ไม่มีความโหดร้ายแบบตัวเมืองซานฟราน คนดูใช้ชีวิตไม่เครียดและไม่รีบเท่าโตเกียว ค่าครองชีพถูกพอสมควร อะไรที่แพง ก็แพงเหมือนหรือเท่าที่กรุงเทพ (พวกร้าน chain ต่างๆ ตั้งแต่ร้านอาหารจนถึงร้านขายของ) ความแย่อย่างเดียวคือไม่มีไอติมมะม่วงกับบิงซูข้าวเหนียวมะม่วง และไม่มีทะเลสวยๆ ให้เที่ยวตอนวันหยุด คนที่นี่พอถึงวันหยุดก็ไปเที่ยวกรุงเทพ หรือเที่ยวประเทศอื่นๆ จนเป็นเรื่องปกติ

นึกว่ามีม๊อบ จริงๆ คือเค้าปิดซอยจัดงาน st. patrick’s day มี expat ออกมาดริ้งเต็มเลย

งานใหม่เราต่างจากงานที่เคยทำมาทั้งหมดพอสมควร เราออกจาก Agoda ด้วยความรู้สึกที่ว่าถ้าเราไม่ออกตอนนี้ เราอาจจะไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ(ทำ​ real frontend) หรือเราอาจจะติดกับ comfort zone ของการทำบริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้จะบอกว่า Agoda งานชิวหรือง่ายนะ งานยาก มี challenge ใหม่ๆ มาตลอด และทีม ณ ตอนที่เราลาออกมันก็ดีมากๆ เลย และตั้งแต่เราเริ่มหางานใหม่ เราก็ยังไม่เจองานที่ “ให้” เราได้เท่ากับที่ Agoda เลย นี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเลยนะ แต่พูดถึงเรื่องของคนเก่งๆ ในบริษัทที่เราจะได้เรียนรู้สกิลเค้า พูดถึง know-how ของบริษัทที่เราจะได้เรียนรู้และเติบโต

จนกระทั่งมีรีครูทเตอร์ของ Criteo ทักมาว่าสนใจตำแหน่ง Technical Solutions Engineer มั๊ย พอตอนอ่านเราก็เฉยๆ เพราะจริงๆ ในใจอยากทำฟร้อนเอนมากกว่า แต่พอได้ศึกษาตัวบริษัท ได้ลองทำโจทย์และสัมภาษณ์ดู (ข้อสอบไม่ได้ยากมาก เป็นสกิล debugging, html, javascript มากกว่า ส่วนตอนสัมภาษณ์ก็มีบางข้อที่ tricky หน่อยๆ แล้วก็ต้องเข้าใจว่าตัวบริษัททำอะไร โชคดีที่ตอนอยู่ Agoda เราอยู่ในทีมที่ทำพวกมาร์เก็ตติ้งเลยพอรู้และเคยได้ยินบ้างว่าเค้าทำอะไร) ก็รู้สึกว่าเออนี่คือเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เราอยากลองดู เป็นบริษัทที่เราอยากไปทำด้วย

Welcome package ทำเป็นรูปกระเป๋าเดินทาง กะให้เราไปเที่ยวๆบ่อยๆ 555

พอทำงานจริง ตัวงานยากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย เพราะการเป็น solutions engineer จะต้องคุยกับลูกค้าเยอะมาก ต่างกับงานก่อนๆ ที่เป็นแนว R&D อยู่ในถ้ำพิมพ์โค๊ดไปเรื่อยๆ แล้วที่ผ่านมาภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้คล่องมาก ตอนอยู่ Agoda ก็คุยภาษาอังกฤษแค่กับ P.O. (product owner) ส่วนตอนอยู่อเมริกาก็อยู่ทีมคนไทย ส่วนตอนอยู่ญี่ปุ่นก็คุยภาษาอังกฤษเป็นคำๆ กับคำญี่ปุ่น (ถ้าคุยเป็นประโยคจะไม่ค่อยรู้เรื่องกันทั้งสองฝ่าย) ที่ผ่านมาก็คุยภาษาอังกฤษโดยที่ไม่ต้องซีเรียสว่าเราจะใช้คำหรือพูดผิดมากแค่ไหน แต่พอถึงเวลาที่ต้องคุยกับลูกค้า มันเป็นหน้าเป็นตาของบริษัทอ่ะ ส่วนใหญ่ก็คุยผ่านอีเมล แต่มีหลายครั้งก็ต้องคุยโทรศัพท์กับลูกค้าออสเตรเลีย ช่วยเค้าแก้ปัญหาให้ได้ แล้วช่วงเดือนแรกๆ (ตอนนี้ก็ยังเป็น) เรายังใหม่มาก เราต้องทำตัวว่าเรามีความรู้ มีความสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาให้เค้าได้ โดยที่จริงๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะช่วยได้มั๊ย แถมต้องพยายามทำงานให้ efficient ถ้านั่งพิมพ์อีเมล์เป็นชั่วโมงก็ไม่ได้งานพอดีอีก กรี๊ด เครียดมาก แถมเหนื่อยที่ต้องพูดภาษาอังกฤษทั้งวัน 8 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์อีกด้วย

แล้วในแผนกของ technical solutions ที่นี่เนี่ยเค้าจะมีให้ใช้เวลา 10-20% (เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าตกลงเท่าไหร่กันแน่) ทำงานโค๊ดดิ้ง ซึ่งจะเป็นการทำทูลเพื่อพัฒนา process ที่มีอยู่ หรือทำอะไรก็ตามที่เพิ่ม productivity, efficiency และลดงานที่เป็น manual work ออก อันนี้เรารู้สึกว่าเราค่อนข้างสนุก ตอนนี้หัวหน้าทีมจะเป็นคนกำหนดโปรเจ็คมาใหม่ แล้วให้เราช่วยเดฟตามฟีเจอร์ที่เค้าลิสต์ไว้ และเค้าก็สนับสนุนให้เราเสนอไอเดียใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนา process ได้ แม้แค่นิดเดียวก็ยังดี

Criteo office at Singapore

ส่วนพวก tools ต่างๆ นี่ก็คล้ายที่อโกด้ามาก (grafana, hadoop, scala, c#, windows) ทุกอย่างในบริษัทค่อนข้างโปร่งใส ไม่มีความลับ ส่วนตัวเรารู้สึกว่าให้อารมณ์ความเป็น startup มากกว่าที่อโกด้าอีก แต่ออฟฟิศที่สิงคโปร์มันเป็น operation center เลยฟังธงจริงๆ ไม่ได้ (สำนักงานใหญ่อยู่ที่ปารีส เดฟส่วนใหญ่เป็นคนยุโรป/ฝรั่งเศส)

กลับมาพูดถึงประเทศสิงคโปร์​ สิ่งที่เราได้จากการอยู่มาเดือนนึง อาจจะไม่เหมือนกับคนที่อยู่มาเป็นปีๆ นะ 55

  • คนสิงคโปร์น่ารักมาก มีความคิ้ว ยังอธิบายไม่ถูกอ่ะ แต่เราประทับใจ
  • ถ้าจะอยู่ให้ได้แบบ seamless เราต้องเข้าใจภาษาจีนให้ได้บ้าง รู้สึกเสียดายที่เรียนจีนตอนประถมตั้งหลายปี แต่ตอนนี้ฟังออกแต่คำว่า jin tian กับตัวเลข 555
  • พวกตั้งบูธสมัครบัตรเครดิต หรือให้เราบริจาคให้กับมูลนิธิโคตรตื๊อกว่าเมืองไทยยี่สิบเท่า
  • รถไฟช่วง rush hour มาทุก 2 นาที (เราขึ้นสายสีม่วง) ไม่แน่นเท่าประเทศกรุงเทพ
  • virgin active ที่นี่แพงกว่ากรุงเทพประมาณ​ 1.5 เท่า แต่ไม่มีสระว่ายน้ำ จากุชชี่ กับหน้าผาปีนเขา แล้วก็คลาสเล่นโหด+จริงจังกว่ากรุงเทพ (กรุงเทพจะออกแนวบันเทิงนิดๆ คือไปฟิตเนสหลังเลิกงานแล้วรู้สึกผ่อนคลายอ่ะ 55)
  • อากาศบางทีก็แย่กว่าเมืองไทย (ช่วงฝนตกจะอบอ้าวมาก) แต่บางทีก็ดีกว่า (มีลม)
  • เราอยู่คอนโดชั้น 3 ไม่มียุงและแมลงเลย สุดยอดเลย เหมือนที่คอนโดเค้ามีฉีดฆ่า/ไล่แมลงเป็นระยะๆ
คอนโดที่เราอยู่ เป็นคอนโดใหม่เพิ่งเสร็จ สระว่ายน้ำดีงาม เราแชร์กับ flatmate คนอื่นเดือนละ $1050
  • คอนโดที่สิงคโปร์ส่วนใหญ่จะเป็นห้องใหญ่ๆ มีห้องนั่งเล่น โซฟา,ทีวี กับโต๊ะกินข้าวอย่างน้อย 4 ที่นั่ง มีห้องครัวแยกที่มีเตาแก๊ส เตาอบ เคาเตอร์สองฝั่ง (ไม่เหมือนเมืองไทยที่ห้องครัวในคอนโดจะเป็นเคาเตอร์ฝั่งเดียว) แล้วก็มีห้องนอนใหญ่ที่มีห้องน้ำในตัว แล้วก็ห้องนอนเล็กอีก 1-3 ห้องแล้วแต่ขนาด
  • คอนโดที่โน่นเค้ามีคอนเสปของ dual-key ด้วย คือเป็นยูนิตใหญ่ที่สามารถซอยเป็น 2 ยูนิตย่อยได้ อีกห้องจะเป็นสตูขนาดเล็กที่มีครัว+ห้องน้ำได้ ทำให้เจ้าของห้องสามารถปล่อยเช่าห้องสตูให้คนอื่นได้โดยที่ไม่ (บางทีเค้าบอกว่าก็เอาห้องเล็กให้ลูกๆ อยู่เวลาเค้าโตแล้ว อันนี้ไม่รู้จริงเปล่า 55)
ห้องแบบ dual-key (ก๊อบรูปแบบหน้าด้านๆ มาจาก tanglily.com)
  • ใครบอกน้ำประปากินได้ ไม่เห็นมีใครจะกินเลย -_- เรากินเพียวๆ เยอะๆ แล้วแสบคอ คิดว่ามาจากคลอรีน อันนี้เป็นเหมือนกันทุกๆ ประเทศแหละ

จริงๆ มีเรื่องจะเขียนอีกเยอะแยะ ยังไม่เคยเล่าชีวิตการทำงานที่อโกด้าเลย แต่พอดีส่วนใหญ่ชอบขี้เกียจ ไปนอนพักผ่อนดูซีรี่ส์ (ดู iron first กะ 13 reasons why จบคอเลคชั่นแล้วอ่ะ (ยังมีหน้าจะมาอวด น่าภูมิใจมั๊ยเนี่ย))​ ขอโทษด้วยนะคะ T_T