ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 3

มาพร้อมลุคใหม่ เนื่องจากมีคนแอบบอกว่า responsive มันดูไม่ได้ในแอพเฟซบุคไอโฟน ก็เลยทำใหม่ซะเลยนี่แน่ะ อันเดิมมันก็เก่าๆ แล้วด้วย

จากที่เล่าไปก่อนหน้าตอน 1 และตอน 2 ตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้าย

บริษัทที่ 4

หลังจากสัมภาษณ์ตอนเช้ากับบริษัทที่ 3 ตอนบ่ายก็ไปต่อกับบริษัทที่ 4 เลย (คิวแน่นมาก​) บริษัทนี้เป็นสตาร์ทอัพขนาดใหญ่ที่เจาะกลุ่มใน SEA พอไปถึงก็ตลกมาก ไปยืนรอกับพี่ๆ แมสเซนเจอร์/วินมอเตอร์ไซต์ (บริษัททำเกี่ยวกับ shipping/logistics) พี่เค้าก็ขยับๆ ที่ๆ มีอยู่น้อยนิดให้เราแทรกนั่งตรงกลาง ตลกดี 55 เราก็รอซักพักจน reception เห็นเราเลยเข้ามาเรียกเราเข้าไป (อ๋อ นี่ดูจากการแต่งตัวใช่มั๊ยว่าใครเป็นพี่วิน ใครเป็นเดฟ) ระหว่างรอๆ อยู่ ก็มีอีก candidate นึงมาสัมภาษณ์ใกล้กับเราด้วยแหละ น่าจะสมัครตำแหน่งเดียวกันด้วย ตลกมากเพราะเค้าก็เป็นผู้หญิง ลุคเรียบร้อยๆ มาเป็นเดฟคล้ายๆ กันเลย

พอเข้าสัมภาษณ์ก็เจอกับพี่ลีดทีมเดฟ,​ พี่ลีดทีมแบคเอน แล้วก็พี่ลีดทีมฟร้อนเอน แอบตกใจกับพี่ลีดฟร้อนเอน 55 แบบปกติที่ไปจะเจอพี่ที่อายุไม่เยอะมาก แต่พี่คนนี้ดูประสบการณ์โชคโชนพอสมควร (หนูขอโทษษษษษ) สรุปว่าที่เค้ามาทั้งฝั่งฟร้อนเอนและแบคเอน เพราะว่าเรซูเม่เราดูมีงานหนักทางแบคเอน แต่เรามาสมัครตำแหน่งฟร้อนเอนนี่เอง เราก็บอกว่าเพราะว่างาน front-end ที่เคยทำมันเขียนออกมาในเรซูเม่ได้ไม่เยอะ ไม่อลังเท่างานฝั่งแบคเอน เค้าก็ถามๆ พวกงานที่เคยทำ เค้าสนใจที่เราฝึกงานที่ Pronto เป็นพิเศษ เราก็อธิบายให้เค้าฟังว่าเราไปทำอะไร พอเราบอกว่าที่พรอนโต้อยากทำแบบเป็นตีมเฟรมเวิร์ค ที่ยืดหยุ่นและรองรับเว็บไซต์ลูกค้าเป็นร้อยๆ พันๆ รายได้โดยการสร้างเป็น child theme เค้าก็บอกว่านี่เลยคือสิ่งที่เค้ากำลังจะทำ!

เค้าก็อยากดูโค๊ดที่เราเคยเขียน เค้าดูซีเรียสมากว่าเราสามารถเขียน responsive website โดยไม่ใช้ bootstrap ได้มั๊ย (เค้ามองว่า bootstrap มันบวมไป) เราก็แบบ เอ่อ คือหนูก็รู้ว่าหนูทำได้นะ แต่งานที่เคยทำมา ใครๆ ก็สั่งให้ใช้ bootstrap เนี่ยสิ ดีที่ว่ามีการบ้านที่ทำให้บริษัทแรกไป ตรงกับโจทย์พอดี ก็เลยเปิดให้เค้าอ่านเลยทั้ง html, css (less) พอผ่านไปซักสองสามนาที เค้าก็พยักหน้าเหมือนแอพพรูฟกับความสามารถของเรา รอดละเรา 55

มาคุยกับพี่ๆ เค้าก็สนุกดี พี่เค้าก็ถามนู่นนี่เต็มไปหมด เนื่องจากพี่เค้ามาสายงานฟรีแลนซ์ ก็เลยถามเราเยอะ เช่น เรารับงานจากใคร (เราบอกว่า เรารับจากดีไซน์เนอร์อีกที เพราะไม่ชอบดีลกับลูกค้า รู้สึกเสียเวลาคุยงานมากกว่าเวลาทำงาน พี่เค้าก็ฮาๆ เห็นด้วย) หรือถามว่าตอนทำ selenium test นี่มีปัญหาว่าต้องกลับมาแก้เทสเยอะมั๊ย แล้วเราแก้ปัญหายังไง (หนูก็ทำใจอ่ะพี่ ต้องพยายามทำให้ฟร้อนเอนนิ่งๆ ก่อน) พี่เค้าถามว่า นี่ไม่ได้มาสัมภาษณ์งานครั้งแรกใช่มั๊ย (ดูไม่ตื่นเต้นเลย) พี่ตบท้ายว่ามาคุยกับเราก็สนุกดี ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง เราก็จำไม่ได้แล้วว่าคุยไรบ้าง จำได้ว่าเราก็เอนจอยดี เหมือนคุยกับซีเนียร์ที่ผ่านโลกมาฟรีแลนซ์มาเยอะ

พอพี่ลีดทั้งสองฝั่งกลับไป พี่ลีดทีมก็มาคุยว่าเราเป็นยังไง ดูท่าทางแล้วพี่ๆ ทั้งสองคนน่าจะรับเรา (เร็วจัง) เราก็ถามๆ พวกรายละเอียดการทำงาน ให้พี่เค้าพูดเรื่องสวัสดิการ แล้วก็คุยเรื่องเงินเดือน พี่เค้าบอกว่าไม่สามารถให้ตามที่เราขอมาได้ เด็กจบใหม่พี่ให้ได้มากสุดเท่านี้จริงๆ (ต่ำกว่าที่ขอไปนิดนึง) เราบอกเค้าว่างั้นขอคิดดูก่อน แล้วจะตอบกลับไป แต่ในใจคิดว่าไม่เอาอยู่แล้ว เพราะลักษณะงานฟร้อนเอนคือทำสกินให้กับ CMS ใช้แค่ HTML, CSS, jQuery ซิ่งต่างกับที่เราคาดหวังไว้ว่าจะได้ทำแอพเจ๋งๆ

จริงๆ พอมาถึงจุดนี้เราก็คิดทบทวนดูทั้งหมด ก็พอตัดสินใจได้ละว่าจะเลือกบริษัทแรก เพราะว่า

  • จากที่ลองไปสัมภาษณ์ดู ชอบคำถามที่พี่บ.แรกถามมากที่สุด ถ้าสังเกตคือ
    • บ.แรกจะเน้นไปทางทดสอบสกิลเราแบบกว้างๆ ในทุกๆ ด้าน แล้วก็ถามลองเชิงเพื่อดูว่าเรารู้จริงในเรื่องนั้นๆ รึเปล่า หรือเราได้ตามที่เค้าคาดหวังไว้มั๊ย
    • บ.ที่สองจะสบายๆ ถามเกี่ยวกับ culture แล้วก็เสนอว่ามีอะไรให้เราทำเยอะ
    • บ.ที่สามจะถามโหดๆ ไปทางด้านศาสตร์ยากๆ อารมณ์เหมือนให้รุ่นพี่ CP มาสัมภาษณ์ (น้องใช้อัลกออะไรทำ senior project) ตอนเรียน computer vision นี่ได้เรียนอะไรบ้าง (สาดดดดค่ะ)
    • บ.ที่สี่จะถามแนวลูกทุ่งๆ หน่อย อารมณ์ฟรีแลนซ์เข้ามาทำงานบริษัท
  • ทุกที่ดี/เสียคนละอย่างหมด แต่ที่แรกเป็นที่เดียวที่เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน เป็นบรรยากาศที่ไม่เคยทำ แล้วก็อยากลองขยายขอบเขตในสิ่งที่เรารู้ให้กว้างขึ้น อยากรู้ว่า corporate ทำงานกันยังไง มีคนเก่งจริงรึเปล่า โพรเสสเป็นยังไง แม้ว่าตัวภาษาหรือตัวทูลจะไม่ใช่ตัวตนของเราเลยก็ตาม (พูดอีกในหนึ่งคือ ออกจาก comfort zone สุดๆ)
  • ต้องขอขอบคุณเกรท,​แนน,บี,อ๋อ เพื่อนเซนต์โยมากๆ ตอนที่เรากังวลมากๆ ว่าไม่รู้จะเลือกอะไร เพื่อนเรากลับให้คำแนะนำที่ทำให้เราเลือกได้ โดยที่เค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทที่เราพูดถึงคือบริษัทอะไร 555 เกรทบอกประมาณว่า “เราคิดว่าวีต้องเลือกทำงานที่มันยากๆ ที่มัน challenge ตัวเอง” แล้วเกรทก็เล่าว่า เพราะเกรทก็เลือกแบบนี้เหมือนกัน เราเลยกลับมาฉุกคิดเลยว่า เออที่ผ่านมาเราอยู่ใน comfort zone มาโดยตลอดนี่
  • หลังจากได้คำแนะนำจากเพื่อนๆ สัญชาติญาณเราก็บอกให้เราเลือกที่นี่แหละ โดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว
  • แม้ว่าจะไม่ได้โฟกัสไปที่ฟร้อนเอนตามที่ตัวเองคิดไว้แต่แรกก็ตาม…

แล้วบ.แรกก็โทรมาพอดี แล้วบอกว่าถ้าตัดสินใจวันนี้จะขึ้นเงินเดือนให้อีก (เวร) เนื่องจากเราไม่ได้แคร์อยู่แล้วว่าถ้ามันมากกว่านี้เราถึงจะเลือก (คือคิดไว้ว่าถ้าเค้าให้ใน range ที่เรากำหนดไว้ ก็พอใจแล้ว) ก็เลยตอบตกลงไป

วาร์ปมาปัจจุบัน นี่ก็เริ่มงานได้สามอาทิตย์แล้ว อารมณ์ก็ขึ้นๆ ลงๆ ตามแต่ปัจจัยที่เข้ามา แต่รวมๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้ทุกวัน แล้วก็มีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ พี่ๆ ในทีมก็มีความสามารถ มีประสบการณ์ทุกคนเลย (ซีเนียร์ทั้งทีม) จริงๆ ก็เดาไม่ออกว่าถ้าไปทำบ.อื่นจะเป็นยังไงล่ะ แต่คิดว่าโชคดีมากที่สุดท้ายเชื่อสัญชาตญาณให้ตัวเองออกมาลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ (แม้ว่ามีคนบอกว่า corporate ก็เป็น comfort zone อีกอันนึงก็ตาม 555) จบแบบไม่ค่อยฟินเลยเนอะ… ก็นี่มันเพิ่งเริ่ม ไม่ใช่ตอนจบนี่

ป.ล. จริงๆ ก่อนบ.ที่สี่ ยังมี session phone interview กับ CEO สตาร์ทอัพ ซึ่งเราว่าเราตอบได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (ยังไม่ได้วอร์มอัพสกิลภาษาอังกฤษ เลยตะกุกตะกักเยอะ) แล้วเรทเงินเดือนต่ำกว่าที่ขอ (มุขเดิมเลย.. มันเยอะไปสำหรับเด็กจบใหม่)​ แต่ก็ดีที่เค้าเสนอตำแหน่ง contractor มาให้ด้วย ซึ่งได้เยอะกว่าที่ขออีกนะจริงๆ แล้ว