ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 2

ต่อจาก part 1 (ใครอ่าน part 1 ช่วงเที่ยงคืนของวันโพสต์อาจจะต้องกลับไปอ่านช่วงกลางๆ กับท้ายๆ อีกรอบ พอดีมีแอบเพิ่มดราม่าเข้าไป 555)

บริษัทที่ 2

เป็นบริษัทสตาร์ทอัพ CEO เค้าทักมาใน LinkedIn ตอนที่เราไปเที่ยวอยู่ไต้หวัน เค้าก็บอกว่ามี position เปิดอยู่ ซึ่งจังหวะเค้ามาเป๊ะมากกับช่วงที่เรา desperate ที่จะหางาน เราก็เลยใจอ่อนแล้วลองรับฟังเค้าดู (CEO ทักมาเองเลยนะ โคตรโหด) โพรดักน่าสนใจมากๆ ทำ API/Service ขาย แบบอารมณ์ omise อ่ะ แบบคูลมาก เฮ้ยมันเจ๋งอ่ะะะ แต่เราบอกเค้าว่าเราสนใจตำแหน่ง front-end นะ ดูในเว็บแล้วคุณไม่ได้รับสมัครนี่ เค้าบอกว่า อ๋อ ไม่เป็นไร จริงๆ เราก็กำลังหา front-end อยู่พอดี (อ่าว สรุปว่าเพิ่งเปิดตำแหน่งให้ตอนนี้เลยหรอ) เราจะได้ทำโพรดักโน่นนี่ ซึ่งฟังดูแล้วก็เฉยๆ

หลังจากนั้นเค้าให้ CTO/Tech Lead ติดต่อมา ซึ่งพี่เค้าก็สุภาพน่ารักดี เค้าให้เกียรติเรามาก เรียกคุณวีๆ ตลอดเลย (ขำเนอะ) เค้าก็โทรมาเชิงสัมภาษณ์ด้วยแหละ ว่าเคยทำอะไรบ้าง แล้วเรามองหางานแบบไหนอยู่ เค้าก็บอกว่าเค้าก็กำลังหา front-end เหมือนกัน แล้วอธิบาย product บริษัท แล้วเค้าก็นัดเรามาเจอกันที่บริษัทแล้วลองคุยดู

ที่บริษัทอยู่อโศก ออฟฟิศกว้างมาก สวยมาก แต่ร้างมาก เค้าบอกว่าเพิ่งทำใหม่ได้ไม่นาน กำลังจะสเกลทีม เราก็ได้เจอ senior front-end ที่นั่น ซึ่งที่นั่นมี front-end อยู่คนเดียว พี่ฟร้อนเอนเค้าน่ารักมากๆๆๆ แบบเรารู้สึกถูกชะตาด้วยตั้งแต่วินาทีแรกเลย เค้าดูเป็นคนง่ายๆ แต่ก็เก่ง (ก็เป็นถึงซีเนียร์) เค้ายังดูให้เกียรติเรามาก เค้าก็ถามเรื่องว่าเรามีประสบการณ์กับ front-end แค่ไหน ทำ devop ได้มั๊ย ทำแบคเอนได้มั๊ย ไม่ได้ถามเทคนิเคิลอะไร เค้าบอกว่าปกติจะมี coding test แต่ระดับเราไม่ต้องทำก็ได้ ถ้าจำไม่ผิดก็มีถามแค่ว่า ใช้ front-end framework ตัวไหนบ้าง ภาษาอะไรบ้าง ประมาณว่าอยากรู้จักเรา เรารู้สึกว่าที่นี่ดีมากๆ เลย เราบอกว่าเราไม่ได้มีประสบการณ์จริงจังกับ front-end js framework นะ เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร มาเรียนรู้ด้วยกันได้ เราก็ขอบคุณแล้วขอเวลาคิด 2-3 วัน

จากนั้นเราก็คิดหนักมาก เพราะพอกลับไปมองบริษัทแรก เราก็รู้สึกดีที่เค้าขึ้นเงินเดือนให้เราด้วย (ไม่รู้เป็นกลยุทธ์ หรืออะไรก็เหอะ แต่อยู่ในเรทที่เราพอใจ) แล้วพอเรานึกย้อนไปตอนสัมภาษณ์ เราไม่ได้มี culture fit กับที่แรกเลย (คือไม่ใช่เป็นคน corporate หรือมีประสบการณ์กับบริษัทใหญ่) และเค้าให้เราลองเขียนโค๊ด แปลว่าอาจจะเป็นโค๊ดเราที่ดีพอที่ทำให้เค้ารับเราก็ได้ แต่บริษัทที่ 2 ก็บรรยากาศดีมากๆ เหมือนกัน

เราเลยแก้ปัญหาด้วยการหางานที่ 3

บริษัทที่ 3

เป็นคนจากบริษัทจัดหางาน เป็นฝรั่งโทรมาเลย ถามว่าเราต้องการมองหาอะไร เราบอกไปเลยว่าอยากทำ front-end อยากทำในบริษัทสตาร์ทอัพหรือ software house แล้วเราก็คาดหวังเงินเดือนเท่านี้ เค้าก็บอกว่าแบบ แน่ใจหรอ เรทนี้มันสูงสำหรับเด็กจบใหม่นะ เราก็บอกว่า เราได้ offer ที่ได้เท่านี้แล้วแหละ ถ้าจะหาที่อื่นอีก ก็อยากได้อย่างน้อยเท่าๆ กัน เค้าก็โอเค บอกว่าจะพยายามหาให้ แล้วจับคู่กับบริษัทที่ 3 นี้ เป็นสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ทำด้านมีเดียสตรีมมิ่ง

ตอนไปสัมภาษณ์ก็รู้จักมั่นใจขึ้นมาก เพราะเคยมีประสบการณ์สัมภาษณ์มาแล้วถึงสองบริษัท แต่พอสัมภาษณ์จริงๆ กลับรู้สึกประหม่ามาก เพราะพี่ๆ ซีเนียร์/ทีมลีด ถึง 3-4 คนเข้ามานั่งคุยกับเรา แล้วบางคนในนั้นก็เป็นรุ่นพี่ CP คือบอกตรงๆ ว่าเรารู้สึก intimidated มาก ต่างกับบรรยากาศบริษัทที่ 2 สิ้นเชิง พอดีเราพก transcript มาด้วย เค้าก็ขอดูหน่อย แล้วก็บอกว่าเราดูน่าจะเป็นคนชอบ math นะ (ผิดมหันต์ค่ะ) เค้าก็ถามค่อนข้าง in depth โหดๆ ตามสไตล์รุ่นพี่ CP เค้าไล่ถามว่าเราฝึกงานแต่ละที่ทำอะไรบ้าง จำไม่ค่อยได้เหมือนกันว่ามีคำถามเด็ดๆ อะไรบ้าง คุยกันประมาณชั่วโมงครึ่ง (นานมากๆ) เค้าก็อธิบายเรื่องโพรดักหรือบริษัทเค้าเยอะ ว่าเค้าได้เงินทุนเยอะ แล้วก็เทคโนโลยีที่เค้าใช้มันค่อนข้าง advance เลย มีทำโหลดเทส ทำบลาๆ เขียนอัลกอ recommendation เอง เรารู้สึกว่าที่นี่ product เค้าเจ๋งและอนาคตไกลมากๆ แต่ในแง่ front-end ดูยังไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ ยังไม่รู้จักถูกชะตากับพี่ front-end มาก เราคุยกับพี่ๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจเท่าบริษัทที่ 2 และ culture ที่นี่ดูจะเน้นทำงานติดลม (= ทำงานเกินเวลาดึกๆ)​ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เรามองหาในตอนนี้เลย เราเป็นคนโฟกัสเวลาทำงานมาก (หรือไม่ก็แรงน้อย ไม่อึดเท่าคนอื่น)​ ทำงานเกิน 8 ชั่วโมงเยอะๆ ไม่ได้ นิสัยชอบมาทำงานตอนเช้า กลับตอนยังไม่มืด อยากกลับไปมีแรงทำกับข้าวกิน นั่งอ่านบล็อก ทำโปรเจ็คส่วนตัว คุยกับเพื่อนๆ แล้วนอนซักสี่ห้าทุ่ม ตื่นหกเจ็ดโมง เป็นอีกคุณค่านึงที่เราได้ค้นพบว่ามันคือความสุขของชีวิต

เราตอบคำถามได้ดี คล่องแคล่ว (เล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ รายละเอียดงานที่เคยทำ หรือวิชาเลือกที่เคยเรียน) บางคำถามก็ตอบยาก (เช่น work-life balance ที่เราต้องการคืออะไร.. จะให้ตอบว่าทำงานสบายๆ ไม่หนัก มันก็ไม่ใช่ป่ะ) เราแอบเรารู้สึกว่าเรายังทำให้พี่เค้าประทับใจในตัวเราได้ไม่มาก แต่พอตอนสัมภาษณ์จบแล้วบอกลา เรามีความรู้สึกบางอย่างว่าเราน่าจะได้ที่นี่แหละ (จริงๆ ก็คือสังเกตจากคำพูดหรือท่าทาง สุดท้ายแล้วเค้าก็ดูประทับใจในตัวเราอยู่นะ) แต่เรื่องเงินเดือนก็ไม่รู้เลยว่าจะได้เท่าเป้ามั๊ย เพราะเป็นสตาร์ทอัพไทย

สุดท้ายเราก็ผ่านจริงๆ แหละ แต่เราตอบปฏิเสธไป (ผ่านรีครูทเตอร์) เราบอกรีครูทเตอร์สั้นๆ ว่า “คนที่นี่เก่งมากและโพรดักก็ดีมากๆ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เรามองหาอยู่ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนู” เรารู้ทีหลังว่าทางบริษัทเสนอ offer package มาให้เราแล้ว แต่เนื่องจากตอนนั้นเราเลือกงานอื่นไปแล้ว ก็เลยปฏิเสธเค้าไป และบอกว่าเราได้งานแล้ว สุดท้ายเราก็เลยไม่ทราบว่าเค้า offer อะไรมาให้เท่าไหร่บ้าง

เราได้ confirmation อีกครั้งนึงว่าเราไม่เหมาะที่จะทำงานกับรุ่นพี่ CP เลย 555

e2