ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 1

จริงๆ ดองบล็อกไว้เยอะมาก ในนี้มี draft อยู่หลายอันมาก (รวมถึงบล็อกรีวิวคอร์ส Angular.js ของพี่ดีน เดี๋ยวหนูจะรีบเขียนให้เสร็จนะคะ OTL) แอบเสียดายบางอันเหมือนกัน เพราะเขียนไว้เยอะ แต่พอเวลาผ่านไปเรากลับคิดว่ามันไม่ดี โตมาก็กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น เบื่อที่จะพูดเรื่องให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีกับเรา (หรือเรียกว่าฉลาดที่ไม่พูดดี) ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีเหมือนกัน..

แต่มีเรื่องนึงอยากมาแชร์มาก ในที่สุดวีก็เรียนจบตามหลักสูตรเด็กไทย (เตรียมอนุบาล อนุบาล ประถม มัธยม มหาลัย) เรียบร้อยแล้ว เย่! รู้สึกดีใจมากกว่าที่ควรจะเป็นนิดนึง เพราะว่าเราจบช้ากว่าเพื่อนๆ ด้วย แม้ว่าเราจะได้อะไรมาเยอะแยะจากการเรียนเทอมสุดท้าย(ของจริง) และจากการไม่เรียนเทอม(ที่ควรจะเป็น)สุดท้ายก็เหอะ ถ้าเรื่องนี้ขอยกยอดไปบล็อกอื่นละกันนะ

ทุกคนคงลุ้น (ป่ะ หรือเราคิดไปเองคนเดียว) ว่าวีจะ “เลือก” ทำงานที่ไหน (แหมพูดยังกะเลือกได้มากขนาดนั้น ป่านนี้หนูกลับไป silicon valley ละค่ะ) เจอคนพูดแบบนี้ด้วยเยอะๆ ก็แอบกดดันเหมือนกัน ว่าถ้าเราเลือกไม่ดี แล้วคนอ่ืนจะคิดว่าเรากากมั๊ย คิดมากเนอะ

เข้าเรื่องเลย ที่อยากเล่าวันนี้คืออยากเล่าประสบการณ์สัมภาษณ์งาน รู้สึกว่าคนไทยเราไม่ค่อยแชร์กันในวงกว้าง (ไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไรใดๆ ก็ตาม) ไม่เหมือนใน glassdoor ที่จะมีคนมาเล่ามาแชร์เยอะแยะ ชอบมากเลย อยากทำแบบนี้ในไทยบ้าง วีมีสมัครไป 3 บริษัท (แต่หนึ่งในนั้นไม่ยอมเรียกมาสัมภาษณ์ด้วยแหละ),​ มี CEO ทักมาหาใน LinkedIn แบบบังเอิญ 1 บริษัท, ผ่านบริษัทรีครูทต่างชาติที่ทักมาใน LinkedIn 1 บริษัท และจาก HR ที่ทักมาใน LinkedIn อีก 1 บริษัท โดยที่ทุกบริษัทนี้ได้คิดไว้แล้วว่ามีแนวโน้มที่เราอยากไปทำด้วย (คือไม่ได้กะไปสัมภาษณ์แล้วไม่เอา) ขอเล่าตามเวลาสัมภาษณ์ บล็อกนี้จะยาวหน่อยน้า

บริษัทที่ 1

เป็นบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ มีทั้งชื่อเสียงในทางดี (จ้างคนเก่งเยอะ เงินเดือนดี) และไม่ดี (โค๊ดเบสไม่ดี ทีมบางทีมไม่โอเค) ก่อนหน้านี้เจอ company recruiter ทักมาหาใน LinkedIn แต่ก็ยังไม่สนใจ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คิดว่าจะเริ่มหางานแล้วนะ ก็เข้าไปในหน้า careers แล้วลองสมัครในตำแหน่งที่สนใจดู กว่าเค้าจะ pick-up แล้วเรียกมาสัมภาษณ์ก็อีกอาทิตย์ต่อมาเลย ตอนไปสัมภาษณ์ก็เจอคนไทย ตอนคุยก็รู้สึกว่าพี่เค้าเจ๋งดี เค้าสัมภาษณ์ไม่เครียดมาก แต่เราก็แอบเกร็งอยู่เพราะเป็นบริษัทใหญ่ แล้วเป็นบริษัทแรกที่เรา walk-in เข้าไปสัมภาษณ์ด้วย ก็เจอคำถามประจำ ว่าไปฝึกงานที่แอปเปิ้ลไปทำอะไร ถนัดภาษาอะไรบ้าง เคยมีประสบการณ์ทำภาษาโน้นนี้อะไรบ้าง เราคุยกันทุกเรื่องตั้งแต่ Agile (เล่าตอนเราทำ agile ตอนฝึกงานให้ฟังหน่อย / ถ้าลูกค้าเปลี่ยน requirement แล้วเราจะทำยังไง), Programming Language (เรายึดติดกับภาษาใดภาษาหนึ่งรึเปล่า / เรามาทางสายสคริบหมดเลยนะ / ถ้าต้องเขียนภาษา … จะโอเคมั๊ย), System Design (เคยทำ MVC มั๊ย อธิบายหลักการของ MVC ให้ฟังหน่อย), เค้าดูเน้นมากกับสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบ พี่เค้าตบท้ายด้วยคำว่า เค้าอยากรู้ความชอบความสนใจของเรา เพื่อที่จะดูว่าเหมาะกับทีมมั๊ย ถ้าไม่เหมาะก็อาจจะลองนัดไปสัมภาษณ์กับทีมอื่น.. ดูมีลางว่า culture ไม่ได้แหงมๆ เลย เราก็อ๋อๆ ได้ค่ะ

อาทิตย์ต่อไปเค้าส่งอีเมลมาให้เราทำแบบทดสอบ เป็นเขียนโค๊ดด้วยภาษาอะไรก็ได้ โจทย์เป็นเชิง business ที่ไม่ยากมาก เราเลือกจะเขียน java พร้อมกับเขียน unit test ไป และเทสอีกข้อให้เขียน basic responsive website โดยที่ไม่ใช้ framework อะไรเลย เราแอบใส่ normalize.css ไป นอกจากนั้นก็เขียนมือหมดเลย อันนี้หมูๆ เบๆ เพราะถนัดทางนี้อยู่แล้ว

แล้วก็หายไปเกือบสองอาทิตย์ จนคิดว่ายังไงก็ไม่ได้แล้วแหงมๆ แล้วก็มี HR โทรมาถามเงินเดือนที่อยากได้ เค้าจะไปเสนอบอสให้ เย็นวันนั้นเค้าโทรบอกว่าเราได้ Offer แต่เงินเดือนต่ำกว่าที่เราขอไว้ แล้วบอกว่า “เท่านี้สำหรับเด็กจบใหม่ถือว่าเยอะแล้วนะคะ“​ ซึ่งเราได้ข้อมูลจากเพื่อนที่ทำที่นั่นเค้าบอกว่าได้ในเรจน์ที่เราขอไป เราคิดว่าเราก็ควรจะได้ประมาณนั้นด้วย เราก็ถามเค้าว่า “มันขึ้นอยู่กับทีมหรอคะที่จะได้ไม่เท่ากัน” เค้าบอกว่า “ก็ไม่นะคะ” เราก็ตอบไปว่า “เห็นเพื่อนที่อยู่อีกทีมเค้าได้เยอะกว่านี้อ่ะค่ะ” เค้าก็ถามๆ ใหญ่เลยว่าใคร 555 เสร็จแล้วเค้าก็สรุปประมาณว่า “อ๋อมันขึ้นอยู่กับความสามารถด้วยค่ะ” เราก็เลย “อ๋ออออ โอเคค่ะ” สรุปได้ว่าเราความสามารถไม่ถึงสินะ เราขอเวลาคิดเพิ่ม เพราะอยากลองให้โอกาสตัวเองกับที่อื่นด้วย เราแอบไม่ค่อยชอบที่เค้าพูดไม่ค่อยดีกับเราในหลายๆ คำพูด เหมือนว่าเราไม่หนักใจที่ให้เค้ารออ่ะ

เรามองว่ายังไงเราก็มีประสบการณ์เยอะกว่าเด็กจบใหม่คนอื่นๆ เราฝึกงานมาทุกปีตั้งแต่ปีหนึ่ง มันต้องนับบ้างสิ เราเชื่อว่าเราเขียน responsive website ได้สวยและเร็วกว่าเพื่อนๆ ที่จบด้วยกัน เราเขียน mobile ได้ ทำเรา back-end ได้ เราทำ data analysis ได้ แต่คุณค่าที่เรามีอาจจะน้อยในมุมมองของเค้า อาจจะเพราะว่าเราไม่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเพราะว่าเราดร็อปเรียนไป หรือจริงๆ ก็อาจจะแค่เรา “ขาย” ตัวเองได้ไม่ดีเท่าคนอื่น เราค่อนข้างเสียใจที่เค้าเห็นว่าเรามีความสามารถแค่นี้ ทั้งๆ ที่เราเชื่อว่าเราสามารถ get started ได้เร็ว และช่วย contribute ให้เค้าได้เยอะแน่ๆ ไม่เชื่อลองถามพี่ๆ ที่เราไปฝึกงานด้วยสิ (พี่ๆ บอก “นี่แกมั่นใจมากเลยใช่ป้ะ…”)

แต่เดี๋ยวก่อน พออีกวันผ่านไป ไม่รู้เพราะว่าเราบอกเค้าว่าเราจะไปสัมภาษณ์กับ start-up อีกที่นึง (บริษัทที่ 2) มันก็มี twist ที่อยู่ดีๆ ก็โทรมาให้เงินเดือนเพิ่ม เป็น bound ต่ำสุดที่เราขอ ซึ่งเราก็ถือว่าโอเคนะ เค้ายังอุตส่าห์ให้เท่าที่เราขอแน่ะ เราบอกว่าขอเวลาคิดอยู่ดีนะ อยากลองคุยกับที่อื่นด้วย เราคิดว่าเราจะไม่เอาที่นี่แล้ว ด้วยความรู้สึกที่เซ็งๆ กับคำพูดหลายๆ คำพูด

ระหว่างนี้เราก็ไปสัมภาษณ์กับบริษัทที่ 2 ซึ่งขอแยกเป็นอีกบล็อกนะ ไม่งั้นมันจะยาวมากๆ U_U
ฝากคนอ่านอย่าลืมช่วยกดไลค์ให้ด้วยนะคะ (เขินจุง) จะได้รู้ว่ามีคนอ่านเยอะแค่ไหน

(เพิ่มเติม: อ่านภาค 2 ได้ที่น่ีเลยค่ะ)