2100303 Creative Design For Community

เดี๋ยวนี้เขียนบล็อกดีเลย์มากกก แบบเหมือนอยากให้ความคิดตกผลึกก่อนแล้วค่อยเขียน

วันนี้จะมารีวิววิชา 2100303 Creative Design For Community ซึ่งเรียนมันตั้งแต่เทอมหนึ่งปีที่แล้ว มีน้องๆ รีวิวบนเฟซไว้บ้างเหมือนกัน (ถ้าจะรื้อก็ยากหน่อยแฮะ) ตอนแรกก็กะจะรีวิวบนเฟซแหละ แต่พอคิดว่าเดี๋ยวมันก็ตกไป ก็เลยมาเขียนบนบล็อกดีกว่า

วิชา Creative Design For Community แปลไทยคือ วิชาการออกแบบอย่างสร้างสรรค์เพื่อชุมชน เอาจริงชื่อวิชาดูไม่สนุกเลย แต่พอไปเรียนจริงๆ กลับติดท็อปวิชาที่สนุกที่สุดในการเรียน 3 ปีครึ่งที่ผ่านมาเลยอ่ะ (แล้วแต่คนด้วย อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณ)

ชื่อวิชาบอกว่าเป็นการออกแบบ แต่สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าคณะต้องการทำอะไร นี่มันวิชาสายศิลป์ชัดๆ มาอยู่ในคณะวิศวะได้ยังไง พอได้เรียนเนื้อหาจริงๆ จึงเข้าใจว่า เฮ้ย มันก็เหมาะกับการมาอยู่กับคณะวิศวะจริงๆ ด้วยอะ

Design Thinking (Source: http://exploratownium.com/what-is-design-thinking/)
Design Thinking (Source: http://exploratownium.com/what-is-design-thinking/)

เนื้อหาของวิชาจะคล้ายกับวิชา Innovative Thinking ของอาจารย์ธงชัย มีการเรียนเนื้อหาบางอย่างที่เหมือนกัน ในคอร์สจะสอนการแก้ปัญหาสังคมด้วยหลักการของ Design Thinking อาจารย์ (จริงๆ ในคลาสเรียกว่า “พี่”) ดึงหลายๆ อย่างมาจาก d.school (เป็นโรงเรียนสอนออกแบบที่แยกออกมาจากคณะวิศวะเครื่องกล) ให้เราทำความรู้จักกับการทำ Social Enterprise (กิจการเพื่อสังคม) แต่สองวิชาที่ต่างคือตีมของการเรียนเนี่ยแหละ (เดานะ ไม่เคยเรียน Innov Thinking เหมือนกัน)

Prototyping - รูปจาก http://blog.nuttt.me
Prototyping – รูปจาก http://blog.nuttt.me

วิชา Creative Design เน้นให้เราลงมือทำโปรเจ็คจริงๆ ที่ทำยาวทั้งเทอม เป็นคอร์สที่ project centric มากๆ (เรียนรู้จากการทำโปรเจ็ค) เหมือนเราสร้างบริษัทขึ้นมา ระหว่างสัปดาห์เราก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเราไปเรื่อยๆ แต่ละสัปดาห์ก็มีโค้ช (อาจารย์เนี่ยเอง) โค้ชก็สอนเนื้อหาใหม่ๆ หลักการใหม่ๆ ที่เราน่าจะเอาไปใช้ในบริษัทของเราได้นะ และโค้ชยังช่วยให้เรา reflect ว่าที่ผ่านมาเนี่ยเราทำอะไรไปบ้าง ได้อะไรไปบ้าง ทำอะไรผิดบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเราก็นิยมที่จะทำผิดๆ ตามเทรนด์ fail fast กันนะ 555 (แล้วเราก็เฟลกันจริงๆ ด้วยแหละ ดราม่าดี แต่กลับมามองก็สนุกมาก) เค้าจะก็คอยกระตุ้นให้เราออกจาก comfort zone

วิธีการเรียนของเราคือมีการสนทนา (จับเข่าคุยรอบวง) ซึ่งแรกๆ พวกเราที่ไม่เคยโดนกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นก็เงียบกันเป็นแถบ โยนให้คนนั้นคนนี้พูด พอตาเราก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา แต่พอเราสนทนากันไปเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ ทุกคนก็เริ่มมีพัฒนาการ จนคาบสุดท้ายเราคุยกันยาวเป็นชั่วโมงๆ แย่งกันพูดมาก ไม่จบซักที 555 เคยคิดมั๊ยว่าจะมีวิชาที่จะจับเรามานั่งคุยกัน ว่าเราคิดเห็นยังไงกับหลักการนี้ เล่าประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อหน้าเพื่อนๆ ทั้งห้อง โดยที่อาจารย์จะไม่พูดเยอะ ไม่สอนหรือตัดสินใจอะไรเลย นั่งฟังและคอยกระตุ้นให้เราถกกันอย่างเดียว

นอกจากปล่อยให้คุยกันเอง ก็ยังมีการบรรยาย ที่เรียนจนจบแล้วก็ยังไม่มีสไลด์ให้โหลดหรือเลคเชอร์ที่จดมาซักตัว เหมือนเข้าไปนั่งฟังบรรยายขำๆ แต่กลับได้สาระอะไรกลับมาเยอะตลอดเลย

ฟังแล้วก็ต้องทำ! จากนั้นก็เป็นเวิร์คช็อปหรือกิจกรรม มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการบรรยายให้ลองทำ เหมือนเป็นแบบฝึกหัดเนี่ยแหละ เลยทำให้เราไม่ต้องนั่งท่องเลยว่าเลคเชอร์สอนไรไป จะออกสอบมั๊ย ทุกอย่างมัน hands-on มากๆ จบจากกิจกรรมก็จะเป็นการโฟกัสที่ตัวโปรเจ็คละว่า มีความก้าวหน้ามากแค่ไหน ติดปัญหาตรงไหน อาจารย์เป็นเหมือนฝ่ายซัพพอต ที่คอยช่วยเหลือดูว่าเราติดอะไร เค้าก็จะพยายามช่วยโดยเสนอแนวทาง แต่จริงๆ แล้วผู้เรียนเป็นคนตัดสินใจทั้งหมดเลยต่างหาก

รูปจาก http://blog.nuttt.me
รูปจาก http://blog.nuttt.me

วิชานี้ทำให้เราค้นพบตัวเองว่าจริงๆ แล้วเราก็ชอบทำบริษัทนะ อยากเป็นคนที่สร้างอิมแพคให้กับสังคม อยากช่วยแก้ปัญหาให้กับคนได้ แม้ว่าจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ก็ตาม ทำให้เรามองโลกและมองวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ เปลี่ยนไปมาก จากที่คิดว่าปัญหาที่เราไม่สามารถแก้ได้ หรือเป็นไปไม่ได้ จริงๆ แล้วเรากลับไม่เปิดตาให้กว้างขึ้น และทำตัวให้เด็กลงต่างหาก (unlearn) และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการลงมือทำนั่นเอง.. fail fast, re-iterate ไปเรื่อยๆ ทุกคนสามารถเอาหลักการนี้ไปแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม หรือทำสตาร์ทอัพก็ได้ (เช่น How Design Thinking Transformed Airbnb from a Failing Startup to a Billion Dollar Business)

สรุป

ข้อดี: วิธีการเรียนไม่เหมือนวิชาอื่นๆ เป็นวิชาที่ไม่ควรจะพลาดในการเรียนสี่ปี, ให้คุณค่า ประสบการณ์ ความทรงจำที่ดีเยอะมาก, ได้สกิลที่เอาไปใช้ต่อหลังเรียนจบได้ไม่ว่าในเรื่องใดๆ ก็ตาม, ได้ออกจาก comfort zone, อาจารย์ทุ่มเท เพื่อนๆ ทุ่มเท, เพื่อนร่วมชั้นน่ารักทุกคน

ข้อเสีย: ได้ออกจาก comfort zone (อ้าว — ส่วนตัวเห็นว่า มันก็แล้วแต่คนจะมองนะ 55)​, วิชาเหมาะกับคนที่ชอบลงมือทำมากกว่า ไม่เหมาะกับนักคิด (คนที่เป็น thinker ต้องพยายามปรับ mindset เยอะ), งานเยอะ, หัวข้อปัญหาที่อาจารย์เสนออาจจะไม่ได้ตรงกับความต้องการเรามาก (อันนี้เคยบอกอาจารย์ไปแล้ว ต้องดูว่าปีนี้จะมีหัวข้ออื่นๆ ที่สนุกกว่ามั๊ย), ใช้ passion เยอะ

ตาม culture ของวิชานี้คือเราจะไม่พูดถึงเกรดหรือคะแนน (เก๋ปะละ) คือถ้าทำเต็มที่อาจารยก็ให้เออยู่แล้วแหละจ้า

ให้คะแนนวิชานี้: 5/5

e5