The Puzzle of Motivation

เมื่อคืนดู TED talk แล้วสนใจมากๆ เค้าอธิบายเรื่องของการให้ผลตอบแทนกับคนที่ทำงานในยุคปัจจุบันได้ดีมาก



แนวคิดเมื่อก่อนคือ ถ้าผู้จ้างให้เงินลูกจ้างเยอะขึ้น ผลงานที่ออกมาก็จะดีขึ้น แต่วิธีนั้นไม่เวิร์คกับยุคปัจจุบันนี้อีก เพราะในอดีตนั้น งานที่พนักงานทำมักจะเป็น routine, ตรงไปตรงมา และไม่ต้องการใช้ความสร้างสรรค์ ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่แล้วเพราะว่างานจะเน้นไปทางด้านของความคิดสร้างสรรค์ (นึกๆดูว่าขนาดงานของโปรแกรมเมอร์ที่คนทั่วไปดูเหมือนว่ามันตรงไปตรงมา แต่แท้จริงแล้วมันก็ไม่ต่างกับ craftmanship อื่นๆ เลย) ซึ่งมีการทดลองว่ายิ่งเราให้เงินเยอะ มันจะยิ่งไปปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกจ้างลดลง และทำให้ได้ผลงานที่น้อยลงมาก

ทำให้นำมาสู่การหาคำตอบว่า แล้วจะต้องให้ผลตอบแทนยังไงล่ะ ถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ ซึ่งคำตอบก็คือ

It’s an approach built much more around intrinsic motivation. Around the desire to do things because they matter, because we like it, because they’re interesting, because they are part of something important. And to my mind, that new operating system for our businesses revolves around three elements: autonomy, mastery and purpose.

1. Autonomy: the urge to direct our own lives (ความอยากที่จะควบคุมชีวิตของตัวเอง)
2. Mastery: the desire to get better and better at something that matters. (ความอยากที่จะทำงานที่มีความหมายให้ดีขึ้นเรื่อยๆ)
3. Purpose: the yearning to do what we do in the service of something larger than ourselves. (ความอยากที่จะทำในสิ่งที่เราทำ เพราะมันช่วยให้บรรลุเป้าหมายอะไรสักอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา)

พออ่านตรงนี้เท่านั้นแหละ เหมือนทุกอย่างที่เราตั้งคำถามก็ถูกปิ๊งขึ้นมาทันที ว่าทำไม freelancer บางคนถึงดูประสบความสำเร็จกว่าพนักงานประจำ, ว่าทำไมบริษัทที่มีเวลาทำงานแบบ flexible ถึงมี performance ที่ดี พนักงานต่างก็มีความสุขและเต็มใจที่จะทำงาน, ว่าทำไมคนที่มี passion ถึงเก่งมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมาก และทำไมคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ถึงบอกว่าให้ทำงานที่ตัวเองรักและชอบ อย่าเลือกทำงานเพราะเงิน (เพราะโมเดลเงินนั้นไม่เวิร์คกับปัจจุบันอีกแล้ว มีคนอยู่มากที่ได้เงินเดือนมาก แต่ไม่มีความสุขกับการทำงาน)

และเรื่องของ autonomy นี่เองที่เป็นที่มาของ hackathon, flex-time work, และ 20% time at Google คือกูเกิ้ลแบ่งเวลา 20% ของเวลางานให้พนักงานไปทำโปรเจ็คอะไรก็ได้ที่อยากทำ ไม่มีข้อบังคับ และผลที่ตามมาคือ ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จกว่าครึ่งของกูเกิ้ลมาจาก 20% time นี่เอง (GMail, AdSense, Google Transit, Google Talk, Google New, etc.)

เราเคยพูดกับนัทว่าคนเราน่ะต้องการความเป็นอิสระ (autonomy) และคนที่จะประสบความสำเร็จต้องรักในที่สื่งที่เราทำ (mastery) และเราเพิ่งมาค้นพบว่าการทำในสิ่งที่มีความหมาย (purpose) นั้นทำก็ให้เกิด motivation อยู่มาก การที่ clipvidva.com เกิดมาได้นั้นก็เกิดจาก autonomy+mastery+purpose เช่นกัน 🙂

ป.ล. ใน talk เค้าพูดถึง intrinsic motivation 3 ข้อนี้อยู่บนพื้นฐานที่ว่าทุกคนได้เงินเดือนที่เหมาะสมนะ ถ้าสุดท้ายมี 3 ข้อ แต่ได้เงินเดือนน้อยเกินก็จบ -_-
ป.ล. เพิ่งอ่านข่าวว่า google ยกเลิก 20% time เรียบร้อยแล้ว (น่าจะมีพื้นฐานมาจากที่กูเกิ้ลได้ยุบ Google Labs และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ค่อยดังออกไป) เค้าให้เหตุผลประมาณว่าคนเราไม่สามารถทำ 2 projects ในเวลาเดียวกันได้ (ก็จริงเนอะ) แต่ว่า innovation ของกูเกิ้ลก็ยังไม่จบ ถึงแม้ google labs จะถูกยุบไป แต่ก็มี Google X Lab ที่พัฒนาของเจ๋งๆ (แบบลับๆ) อยู่ เช่น google glass หรือ self-driving cars

source: http://qz.com/115831/googles-20-time-which-brought-you-gmail-and-adsense-is-now-as-good-as-dead/