Cloudflare has helped me save 77% bandwidth

Vee.in.th - Bandwidth saved by clouflare

มันฟรีด้วยนะ

พอดีเมื่อวานดื่มกาแฟแล้วนอนไม่หลับ เลยนั่งกดๆ อะไรดูเล่นๆ แล้วไปเจอ analytics ของบล็อก (vee.in.th) ที่เพิ่งย้ายมาเนี่ยแหละ จริงๆ เว็บนี้เพิ่งย้ายมาได้ 1-2 อาทิตย์ แล้วมี active site แค่บล็อกนี้เท่านั้น (เมื่อวานเพิ่งเอา vee.in.th/code ขึ้น) ด้วยความอยากรู้ (ว่า 1. cloudflare เทพแค่ไหน กับ 2. เขียนบล็อกไปมีคนอ่าน(บ้างมั๊ย)) เลยเข้าไปส่องดูใน cloudflare

ค้นพบว่าจริงๆ อาทิตย์ที่แล้วมี Unique Visitors อยู่สองพันกว่าคน (2.6k)

Vee.in.th - Unique Visitors รอบสัปดาห์ (นึกว่าไม่มีคนอ่าน)
Vee.in.th – Unique Visitors รอบสัปดาห์ (นึกว่าไม่มีคนอ่าน)

ถ้านับ requests อยู่ที่ 26k requests (ก็เฉลี่ยประมาณ visit ละ 10 requests?) ที่น่าตื่นเต้นคือ cloudflare ช่วยแคชของไว้จนประหยัด bandwidth ได้ 2.7GB จากที่ต้องใช้ไป 3.5GB ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็เยอะถึง 77% เลย
อ่านต่อ

เทคนิคการจองโรงแรมถูกๆ บนเว็บ Agoda

จริงๆ ถ้าเสิร์ชด้วยคีย์เวิร์ดนี้ก็น่าจะมีหลายเว็บเขียนไว้แล้วนะ แต่เราไม่แคร์ ขอเขียนในแบบของเราบ้าง ช่วยโฆษณาบริษัทด้วย 555

จองก่อนได้ราคาถูกกว่า

อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโมเดลราคาโรงแรมของ Agoda แต่ละอันเค้าคิดยังไง แต่เข้าใจว่าจะมีราคาตั้งไว้เป็นขั้นบันได พอล็อตห้องราคาถูกหมด ราคาก็จะสูงขึ้นมานิดนึง (เคยสังเกตได้จากเวลามันขึ้นว่า “เหลือห้องสุดท้าย” แล้วพอเราจองห้องนี้ไปปุ๊บ กลับไปดูอีกที อ่าวไม่เห็นหมดเลยนิน่า แต่ราคาห้องมันขึ้นสูงกว่าที่เราจองไปแล้ว — แต่ระวังมันจะเป็นห้องสุดท้ายแบบสุดท้ายจริงๆ ก็ได้นะ เดี่ยวจะอดเอา 55)

2 ห้องสุดท้าย (ที่ราคานี้)
2 ห้องสุดท้าย (ที่ราคานี้)

อ่านต่อ

Guideline to Graduation (Ceremony)

ถุงอิเกียใส่ของได้เยอะมากๆ

กลับมาเขียนบล็อกแล้ว พอดีได้มานั่งไล่ดูรูปรับปริญญา แล้วก็ย้อนนึกไปว่าตอนนั้นอยากได้พวก guideline มาก เพราะมีคำถาม้ต็มไปหมด ตอนนั้นก็อาศัยถามเพื่อนๆ เอา (เพื่อรับไปก่อนแล้ว) เกรงใจนิดนึงเหมือนกัน เราเลยว่าน่าจะมีคนเขียน tips ออกมา อันนี้ apply ได้เฉพาะของของจุฬาฯ ที่เดียวนะ

Step 0 แจ้งจบการศึกษา

เป็นสเตปศูนย์เลย เพราะมันเกิดเร็วมาก ในช่วงเทอมสุดท้ายที่เรียน มันจะมีช่วงที่เราต้องไปแจ้งจบการศึกษา (จำไม่ค่อยได้เหมือนกัน นานมากแล้ว) อันนี้ขอให้ตามข่าวตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมสุดท้ายเลย แล้วมาร์คลงปฏิทินในมือถือเลยว่าต้องไปแจ้งก่อนวันไหน เพราะถ้าแจ้งไม่ทันเสียค่าปรับหนึ่งพันบาท!! โดนมาแล้ว เพราะเราดรอปไปหนึ่งเทอม เลยทำให้เลื่อนมาจบในเทอมแรก แล้วเทอมแรกไม่ค่อยมีคนขอจบกัน เลยไม่รู้ข่าว บายยยย อ่านต่อ

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 3

มาพร้อมลุคใหม่ เนื่องจากมีคนแอบบอกว่า responsive มันดูไม่ได้ในแอพเฟซบุคไอโฟน ก็เลยทำใหม่ซะเลยนี่แน่ะ อันเดิมมันก็เก่าๆ แล้วด้วย

จากที่เล่าไปก่อนหน้าตอน 1 และตอน 2 ตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้าย

บริษัทที่ 4

หลังจากสัมภาษณ์ตอนเช้ากับบริษัทที่ 3 ตอนบ่ายก็ไปต่อกับบริษัทที่ 4 เลย (คิวแน่นมาก​) บริษัทนี้เป็นสตาร์ทอัพขนาดใหญ่ที่เจาะกลุ่มใน SEA พอไปถึงก็ตลกมาก ไปยืนรอกับพี่ๆ แมสเซนเจอร์/วินมอเตอร์ไซต์ (บริษัททำเกี่ยวกับ shipping/logistics) พี่เค้าก็ขยับๆ ที่ๆ มีอยู่น้อยนิดให้เราแทรกนั่งตรงกลาง ตลกดี 55 เราก็รอซักพักจน reception เห็นเราเลยเข้ามาเรียกเราเข้าไป (อ๋อ นี่ดูจากการแต่งตัวใช่มั๊ยว่าใครเป็นพี่วิน ใครเป็นเดฟ) ระหว่างรอๆ อยู่ ก็มีอีก candidate นึงมาสัมภาษณ์ใกล้กับเราด้วยแหละ น่าจะสมัครตำแหน่งเดียวกันด้วย ตลกมากเพราะเค้าก็เป็นผู้หญิง ลุคเรียบร้อยๆ มาเป็นเดฟคล้ายๆ กันเลย
อ่านต่อ

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 2

ต่อจาก part 1 (ใครอ่าน part 1 ช่วงเที่ยงคืนของวันโพสต์อาจจะต้องกลับไปอ่านช่วงกลางๆ กับท้ายๆ อีกรอบ พอดีมีแอบเพิ่มดราม่าเข้าไป 555)

บริษัทที่ 2

เป็นบริษัทสตาร์ทอัพ CEO เค้าทักมาใน LinkedIn ตอนที่เราไปเที่ยวอยู่ไต้หวัน เค้าก็บอกว่ามี position เปิดอยู่ ซึ่งจังหวะเค้ามาเป๊ะมากกับช่วงที่เรา desperate ที่จะหางาน เราก็เลยใจอ่อนแล้วลองรับฟังเค้าดู (CEO ทักมาเองเลยนะ โคตรโหด) โพรดักน่าสนใจมากๆ ทำ API/Service ขาย แบบอารมณ์ omise อ่ะ แบบคูลมาก เฮ้ยมันเจ๋งอ่ะะะ แต่เราบอกเค้าว่าเราสนใจตำแหน่ง front-end นะ ดูในเว็บแล้วคุณไม่ได้รับสมัครนี่ เค้าบอกว่า อ๋อ ไม่เป็นไร จริงๆ เราก็กำลังหา front-end อยู่พอดี (อ่าว สรุปว่าเพิ่งเปิดตำแหน่งให้ตอนนี้เลยหรอ) เราจะได้ทำโพรดักโน่นนี่ ซึ่งฟังดูแล้วก็เฉยๆ

หลังจากนั้นเค้าให้ CTO/Tech Lead ติดต่อมา ซึ่งพี่เค้าก็สุภาพน่ารักดี เค้าให้เกียรติเรามาก เรียกคุณวีๆ ตลอดเลย (ขำเนอะ) เค้าก็โทรมาเชิงสัมภาษณ์ด้วยแหละ ว่าเคยทำอะไรบ้าง แล้วเรามองหางานแบบไหนอยู่ เค้าก็บอกว่าเค้าก็กำลังหา front-end เหมือนกัน แล้วอธิบาย product บริษัท แล้วเค้าก็นัดเรามาเจอกันที่บริษัทแล้วลองคุยดู
อ่านต่อ

ประสบการณ์สัมภาษณ์งานของ First-jobber Part 1

จริงๆ ดองบล็อกไว้เยอะมาก ในนี้มี draft อยู่หลายอันมาก (รวมถึงบล็อกรีวิวคอร์ส Angular.js ของพี่ดีน เดี๋ยวหนูจะรีบเขียนให้เสร็จนะคะ OTL) แอบเสียดายบางอันเหมือนกัน เพราะเขียนไว้เยอะ แต่พอเวลาผ่านไปเรากลับคิดว่ามันไม่ดี โตมาก็กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น เบื่อที่จะพูดเรื่องให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีกับเรา (หรือเรียกว่าฉลาดที่ไม่พูดดี) ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีเหมือนกัน..

แต่มีเรื่องนึงอยากมาแชร์มาก ในที่สุดวีก็เรียนจบตามหลักสูตรเด็กไทย (เตรียมอนุบาล อนุบาล ประถม มัธยม มหาลัย) เรียบร้อยแล้ว เย่! รู้สึกดีใจมากกว่าที่ควรจะเป็นนิดนึง เพราะว่าเราจบช้ากว่าเพื่อนๆ ด้วย แม้ว่าเราจะได้อะไรมาเยอะแยะจากการเรียนเทอมสุดท้าย(ของจริง) และจากการไม่เรียนเทอม(ที่ควรจะเป็น)สุดท้ายก็เหอะ ถ้าเรื่องนี้ขอยกยอดไปบล็อกอื่นละกันนะ

ทุกคนคงลุ้น (ป่ะ หรือเราคิดไปเองคนเดียว) ว่าวีจะ “เลือก” ทำงานที่ไหน (แหมพูดยังกะเลือกได้มากขนาดนั้น ป่านนี้หนูกลับไป silicon valley ละค่ะ) เจอคนพูดแบบนี้ด้วยเยอะๆ ก็แอบกดดันเหมือนกัน ว่าถ้าเราเลือกไม่ดี แล้วคนอ่ืนจะคิดว่าเรากากมั๊ย คิดมากเนอะ

เข้าเรื่องเลย ที่อยากเล่าวันนี้คืออยากเล่าประสบการณ์สัมภาษณ์งาน รู้สึกว่าคนไทยเราไม่ค่อยแชร์กันในวงกว้าง (ไม่รู้ด้วยสาเหตุอะไรใดๆ ก็ตาม) ไม่เหมือนใน glassdoor ที่จะมีคนมาเล่ามาแชร์เยอะแยะ ชอบมากเลย อยากทำแบบนี้ในไทยบ้าง วีมีสมัครไป 3 บริษัท (แต่หนึ่งในนั้นไม่ยอมเรียกมาสัมภาษณ์ด้วยแหละ),​ มี CEO ทักมาหาใน LinkedIn แบบบังเอิญ 1 บริษัท, ผ่านบริษัทรีครูทต่างชาติที่ทักมาใน LinkedIn 1 บริษัท และจาก HR ที่ทักมาใน LinkedIn อีก 1 บริษัท โดยที่ทุกบริษัทนี้ได้คิดไว้แล้วว่ามีแนวโน้มที่เราอยากไปทำด้วย (คือไม่ได้กะไปสัมภาษณ์แล้วไม่เอา) ขอเล่าตามเวลาสัมภาษณ์ บล็อกนี้จะยาวหน่อยน้า
อ่านต่อ

Wii Pong

Wii Pong

เนื่องจากนัท challenge ให้เราเขียนบล็อกเรื่องนั้นเรื่องนี้สารพัด วันนี้ก็ตามใจซักเรื่องละกัน แม้ว่าซีเนียร์โปรเจ็คจะจี้ตูดอยู่ก็ตาม อ๊ากกก

วัตถุประสงค์ของการเขียนบล็อกคอเลคชั่นนี้คืออยากแบ่งปันเรื่องราวให้กับคนอื่น อยากจุดประกาย และอยากเก็บเป็นความทรงจำที่อีกสิบปีมาอ่านแล้วก็ด่าตัวเองว่าเขียนอะไรไปวะเนี่ย 55 โดยที่เรามีจุดยืนคือจะโพสต์ทุกอย่างในบล็อกของตัวเอง จะไม่มี facebook, medium, tumblr ใดๆ ทั้งสิ้น เราเขียนบล็อก host เองมาตั้งแต่ ป.5 แล้วย่ะะะ @Nut Pattanavijit

คืนนี้อยากเล่าโปรเจ็ควิชา Prog Meth (Programming Methodology) ที่เรียนตอนปี 2 เป็นหนึ่งในไฟนอลโปรเจ็คที่หวนไปคิดทีไรก็คิดว่ามัน extreme ดีทุกครั้ง ขอเกริ่นก่อนว่าวิชานี้หลักๆ เรียนหลักการเขียนโปรแกรมที่ถูกที่ควร เป็นวิชาที่ดีงามมาก (เกลียดคำนี้มาก — ดีงาม) เป็นวิชาที่ practical ได้ใช้ประโยชน์ในอนาคตจริงๆ นะ เด็กๆ ควรจะตั้งใจเรียนวิชานี้ และจดจำนำมาประยุกต์ในการดีไซน์โปรแกรมในปีขั้นสูงต่อๆ ไป
อ่านต่อ

2100303 Creative Design For Community

Design Thinking (Source: http://exploratownium.com/what-is-design-thinking/)

เดี๋ยวนี้เขียนบล็อกดีเลย์มากกก แบบเหมือนอยากให้ความคิดตกผลึกก่อนแล้วค่อยเขียน

วันนี้จะมารีวิววิชา 2100303 Creative Design For Community ซึ่งเรียนมันตั้งแต่เทอมหนึ่งปีที่แล้ว มีน้องๆ รีวิวบนเฟซไว้บ้างเหมือนกัน (ถ้าจะรื้อก็ยากหน่อยแฮะ) ตอนแรกก็กะจะรีวิวบนเฟซแหละ แต่พอคิดว่าเดี๋ยวมันก็ตกไป ก็เลยมาเขียนบนบล็อกดีกว่า

วิชา Creative Design For Community แปลไทยคือ วิชาการออกแบบอย่างสร้างสรรค์เพื่อชุมชน เอาจริงชื่อวิชาดูไม่สนุกเลย แต่พอไปเรียนจริงๆ กลับติดท็อปวิชาที่สนุกที่สุดในการเรียน 3 ปีครึ่งที่ผ่านมาเลยอ่ะ (แล้วแต่คนด้วย อันนี้ต้องใช้วิจารณญาณ)

ชื่อวิชาบอกว่าเป็นการออกแบบ แต่สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าคณะต้องการทำอะไร นี่มันวิชาสายศิลป์ชัดๆ มาอยู่ในคณะวิศวะได้ยังไง พอได้เรียนเนื้อหาจริงๆ จึงเข้าใจว่า เฮ้ย มันก็เหมาะกับการมาอยู่กับคณะวิศวะจริงๆ ด้วยอะ
อ่านต่อ

In Cupertino

goldengate

(คือ Cupertino ไม่ค่อยมีรูปสวยๆ ขอใส่รูปที่ San Francisco แทนละกันเน้อ)

มาอยู่นี่ได้เดือนนึงแล้ว เป็นครั้งแรกที่มาใช้ชีวิตต่างประเทศคนเดียว เป็นครั้งแรกที่มาอเมริกา แบบเขินมาก ภาษายังไม่เก่งเท่าไหร่เลย ปกติถนัดเขียนมากกว่า

เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วยังบ่นกับนัทอยู่เลยว่าเนี่ย วีอยากไปอเมริกาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้าแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเข้ามาซักที ทั้งๆ ที่เราก็สมัครไปเยอะแยะ (ส่วนใหญ่มักจะติดตรงเรื่องค่าใช้จ่าย 55) สุดท้ายอยู่ดีๆ โอกาสมันก็เข้ามา แล้วเราก็ได้ด้วย น้ำตาจะไหล

ที่อยากไปก็เพราะว่าตอนเด็กๆ ดูซีรี่ส์ฝรั่งเยอะ แล้วชอบภาษาอังกฤษมาก ชอบจนมีช่วงนึงอยากเรียนอักษรศาสตร์ อยากเก่งภาษาอังกฤษ จนโตขึ้นเลยรู้ว่าเห้ยมันมีมากกว่านั้นอะ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนครีเอทีฟ หรือขยัน หรือโหดพอที่จะเรียนอักษรได้

ที่อยากไปตอนโตๆ เพราะว่ามันเป็นบ้านเกิดของเทคโนโลยี หลายๆ สิ่งมันเริ่มต้นจากที่นี่ จากมุมภายนอกมันดูแมจิคมากๆ ว่าทำไมหลายสิ่งมากมายมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นจากที่เล็กๆ ที่นี่
อ่านต่อ

Internship in Japan (JAIST) – Pre-arrival

IMG_0066

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ก็ค่อนข้างนานมาแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้เขียน =w=) ได้ไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นมา ตอนที่ไปญี่ปุ่นเนี่ยก็ไปฝึกอยู่สองที่จากสองโครงการ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเล่าโครงการแรกก่อน

อันนี้เป็นโครงการฝึกงานที่โคกับทางภาควิชาที่จุฬาฯ โดยปกติมหาวิทยาลัย (เรียกว่า Graduate School เพราะเป็นมหาลัยที่เปิดสอนเฉพาะป.โท ถึงป.เอก โดยเน้นการวิจัย) Japan Advanced Instituate of Science and Technology (JAIST) จะเปิดรับนิสิตจากจุฬาไปฝึกงานที่มหาลัยทุกปี ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ จะต้องออกเอง แต่ปีที่เราสมัครไปเนี่ยเค้ามีทุนให้ด้วย ซึ่งตอนแรกบอกว่ามีอยู่ 2-3 ทุนไม่เกินนี้

ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่สมัคร อยากไปฝึกงานที่ Reuters, Accenture อะไรงี้มากกว่า แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นอยู่ดีๆ ก็อยากเพิ่มโอกาสให้ตัวเองในการเรียนต่อโท เพราะว่าตัวเองมีแต่ประวัติการฝึกงานกับบริษัทเล็กๆ อยากลองทำวิจัยว่าชอบมั๊ย แล้วเป็นโอกาสที่ได้ไปต่างประเทศด้วย ก็เลยสมัครไปในวันสุดท้ายแบบไม่ได้คาดหวังอะไร (ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เสียใจ)

อ่านต่อ